SarapanFax.com อีกธุรกิจ ที่เกิดจากความคิดใหม่

SarapanFax.com อีกธุรกิจ ที่เกิดจากความคิดใหม่

กระทู้แนะนำจากผู้สนับสนุนชุมชน
{rsaa.title}
โดย {rsaa.content_owner}
HOT
HITS
NEW
{rsaa.replycount}
{rsaa.thankslike_count}
{rsaa.views}
  1. bit
    bit
    ยกรีวิวบางส่วน จากที่เคยเขียนใน Hi 5 มาไว้ใน SBNTown ครับ




    หลังจากจบปริญญาตรีสายวิศวกรรม ตอนนั้นผมเป็นเด็กคนหนึ่ง ที่มีความฝัน อยากทำธุรกิจ อยากเป็นเจ้าของบริษัท อยากมีอิสระ มีรายได้สูง อยากเกษียณจากการทำงานเพื่อเงิน

    ความอยากเหล่านั้นเอง เป็นตัวผลักดันให้ผมต้องนำความรู้ความสามารถที่ผมมีจากทางสายวิศวกรรม มาสร้างให้เป็นธุรกิจเพื่อที่จะตอบความต้องการที่จะเกษียณ จากการทำงานเพื่อเงิน

    การรับจ้างพัฒนาโปรแกรม และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ในสมัยนั้น กลายเป็นสิ่งแรก ที่ผมและเพื่อนรุ่นเดียวกันคิดออกว่าจะเริ่มหาเงินและพัฒนาเป็นธุรกิจได้

    เราวางแผนกันไว้อย่างดี ว่าจะรับจ้างเพื่อหาเงินเข้าบริษัท และพยายามตั้งตารางการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นของเราเองและนำออกมาขาย เพื่อที่จะไม่ต้องทำงานรับจ้างเพื่อหาเลี้ยงชีพไปตลอด

    แผนนี้ ดูเหมือนจะง่ายในความคิดและดูเหมือนว่าจะเป็นแผนที่ดี ในความเป็นจริงแล้วผมและเพื่อนๆต้องทนทุกข์อยู่หลายปี กับความไม่รู้ในการเริ่มทำธุรกิจในช่วงนั้น การได้รายได้จากการรับจ้างทำงานทางวิศวกรรมนั้น ไม่ได้ง่ายอย่างที่เราคิด ในการทำงานแต่ละครั้ง เราสูญเสียเวลาชีวิตไปมากในเรื่องการสร้างสายสัมพันธ์กับลูกค้า มากกว่าการทำงานเสียอีก โดยรวมแล้ว เราตื่นเช้า นอนดึก หรือบางทีก็ไม่ได้นอน ทำงานหนักตลอด แต่ผลสุดท้าย หลังจากทำงานแต่ละงานสำเร็จ เราไม่เหลือทั้งเงินและเวลาที่จะนำไปพัฒนาผลิตภัณฑ์ ดังที่เราวางแผนไว้ หลังจากผ่านวันเวลาในช่วงนั้น ผมเริ่มมองเห็นถึงอนาคตที่มืดมน ที่รออยู่เบื้องหน้า คำถามที่ว่า "ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไป เมื่อไรจะได้เกษียณ" เริ่มดังขึ้นในใจผมเรื่อยๆ

    อยู่มาวันหนึ่ง ผมมีโอกาสได้ไปฟัง คุณเอกราช จันทร์ดอน บรรยายเกี่ยวกับการสร้างธุรกิจจากความคิดใหม่ ที่คุณเอกราชค้นพบและเขียนลงในหนังสือเรื่อง "ความลับของคน" คุณเอกราชเป็นรุ่นพี่ที่จบมหาวิทยาลัยและคณะเดียวกับผม (วิศวกรรมศาสตร์) คุณเอกราชจึงเข้าใจโลกทัศน์และปัญหาของพวกผมอย่างแจ่มแจ้ง ซึ่ง สิ่งที่คุณเอกราช พยายามเน้นย้ำตลอดการบรรยายในครั้งนั้น ก็คือ

    การมองภาพสุดท้ายของธุรกิจที่เราจะทำให้ชัดเจน และสิ่งสำคัญที่สุด คือ ต้องตรวจสอบภาพนั้น ว่ามันเป็นไปได้ ถ้ามันเป็นไปได้ การที่จะได้มันมา จะต้องสร้างองค์ประกอบอะไรบ้าง และตัวเรามีข้อจำกัดอะไรบ้างในการสร้างสิ่งเหล่านั้น เป็นการบ้านที่ต้องทำข้อแรกก่อนที่จะเริ่มทำธุรกิจ

    ในตอนนั้น ผมฟังก็ถึงบางอ้อ พร้อมๆกับเศร้าใจในความไม่รู้ของตนเองที่ผ่านมา หลังจากการบรรยาย ผมเดินไปเล่าทุกข์ที่ผมเจออยู่ให้คุณเอกราชฟัง คุณเอกราชฟังจบแล้วก็ยิ้ม แล้วตอบว่า

    "ทำธุรกิจ มันมีวิธีหาลูกค้าอยู่ 2 แบบ แบบแรก หาจากสายสัมพันธ์เป็นหลัก อย่างที่นายทำมานั่นแหละ ส่วน อีกแบบ หาจากความต้องการที่แท้ัจริงของลูกค้า นายคิดว่าบริษัที่เป็นระดับโลก อย่าง Microsoft หรือ Google ตอนเริ่มประสบความสำเร็จ เขาคิดแบบไหนกันหล่ะ"

    คำตอบ นี้ของคุณเอกราช ทำให้ผมถึงกับอึ้ง และรำพึงในใจว่า "ที่ผ่านมา มัวไปคิดอะไรอยู่วะเนี่ย" หลังจากนั้น คุณเอกราชก็ให้หนังสือมาเล่มหนึ่งมา แล้วบอกผมว่าหนังสือเล่มนี้ เป็นเล่มที่รวมรวมความรู้ของเขา ที่เกี่ยวกับการทำธุรกิจทั้งหมด ให้ผมลองไปศึกษาดู

    หนังสือเล่มนั้นชื่อว่า "ความจริง ที่ทำให้รวย"
  2. bit
    bit
    หลังจากที่ได้รับหนังสือจากคุณเอกราช ระหว่างเดินทางกลับบ้าน คำถามใหม่ ก็เริ่มเกิดขึ้นในใจผม "แล้วจะหาความต้องการที่แท้จริง ที่พอจะเกิดธุรกิจได้ ได้อย่างไรหล่ะ"

    ระหว่างนั่งคิดหาคำตอบนี้ ผมก็เริ่มเปิดอ่านหนังสือ "ความจริง ที่ทำให้รวย" ที่คุณเอกราชให้ หลังจากบรรยาย ระหว่างที่เปิดไป ในใจก็หวัง หวังว่าหนังสือเล่มนี้ คงเป็นแผนที่ที่จะช่วยให้ผมเริ่มต้นธุรกิจที่เพียงพอที่จะทำให้ผมได้เกษียณได้เสียที

    กับปัญหาที่ผมขบคิด พอเปิดหนังสือมาเรื่อยๆ ก็สะดุดอยู่หน้าหนึ่ง



    สิ่งที่คุณเอกราชพยายามจะสื่อสารผ่านหนังสือหน้านี้ ก็คือ ความต้องการ ที่จะเป็นจุดเริ่มต้นของธุรกิจนั้น จริงๆแล้ว มันเป็นนามธรรม รูปธรรมของธุรกิจต่างๆที่เราเห็นผ่านมาในชีวิตนั้น เป็นเพียงรูปธรรมที่ตอบสนองความต้องการที่แท้จริงที่เป็นนามธรรมเท่านั้นเอง

    ผมยกตัวอย่างง่ายๆ ตอนนี้รอบตัวเรา มีธุรกิจขายอาหารอยู่มากมายจนเรานับประเภทกันแทบไม่หวาดไม่ไหว หากเราพยายามสร้างธุรกิจขายอาหาร โดยมองเพียงรูปธรรมของธุรกิจ ธุรกิจที่เราสร้างคงหนีไม่พ้นรูปแบบเดิมๆที่คนอื่นทำไว้แล้ว อาจปรับเปลี่ยนรายละเอียดเล็กๆน้อยๆบ้าง แต่ก็ยังต้องแข่งขันอย่างดุเดือดกับคู่แข่งที่มีรูปธรรมใกล้เคียงกันอยู่ดี ผมว่าถ้าเราตัดสินใจลงมือตอนนี้ หนทางยังคงมืดมนนักในการประสบความสำเร็จ

    แต่หากเราลองกลับมาพิจารณาสิ่งที่คุณเอกราชพยายามสือสารผ่านหนังสือหน้านี้ เราลองย้อนมองนามธรรมของธุรกิจขายอาหารทั้งหมด เราก็จะพบว่า รูปธรรมที่นับไม่ถ้วนของธุรกิจขายนั้น เพียงแค่ตอบ 2 นามธรรมหลัก คือ "สิ่งที่ช่วยให้มนุษย์หายหิว" และ "สิ่งที่ช่วยให้มนุษย์รู้สึกอร่อย(มีความสุขกับการกิน)" แค่นั้นเองครับ ขอขยายความคำว่า "หายหิว" นะครับ "หายหิว" ที่ผมหมายถึง คือ รวมไปถึุงการได้สารอาหารพอเพียง ในการดำรงชีวิตด้วยนะครับ

    ใน 2 นามธรรมนี้ เราสามารถประเมินได้ครับ ว่าธุรกิจที่เราต้องการทำนั้น จะเลือกให้ตอบนามธรรมไหน หรือ ทั้ง 2 นามธรรม อันนี้ต้องพิจารณาให้ดีนะครับ ถ้าเราประเมินด้วยความโลภเลือกตอบทั้ง 2 นามธรรม แต่ปรากฏว่าธุรกิจที่เราสร้าง ตอบทั้ง 2 นามธรรมได้ไม่พอที่ลูกค้าจะตัดสินใจซื้อ ธุรกิจที่ทำก็คงเจ๊งอย่างไม่ต้องสงสัยครับ

    ซึ่งถ้าหากเราเลือกตอบเพียง 1 นามธรรม จาก 2 นามธรรม สิ่งที่เราจะต้องประเมินต่อ คือ นามธรรมไหนมีกลุ่มลูกค้ามากกว่ากัน พอถึงตรงนี้แล้ว การหาข้อมูลเป็นสิ่งสำคัญครับ ส่วนวิธีการหาข้อมูลนั้นสามารถหาอ่านได้ทั่วไปจากตำราความรู้ฝรั่งครับ ผมไม่ขออธิบายเพิ่มนะครับ

    สมมุติว่าเราตัดสินใจเลือกนามธรรม "สิ่งที่ช่วยให้มนุษย์หายหิว" พอถึงตรงนี้ ต้องถามตัวเองแล้วครับ "ในฐานะที่เราเป็นมนุษย์คนหนึ่ง สินค้า/บริการอะไร ที่ดีที่สุดที่จะทำให้เราหายหิวได้"

    คำตอบที่เราได้จากการตั้งคำถามด้านบนนั้น จะมีโอกาสเป็นความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ ที่โลกปัจจุบันอาจยังไม่มีก็ได้ครับ ซึ่งการคิดแบบนี้ คือสิ่งที่ความรู้ฝรั่งเรียกว่า "การคิดนอกกรอบ" ที่หลายๆคนพยายามฝึกอยู่นั่นแหละครับ แต่ถ้ามองผ่านกรอบคิดของคุณเอกราช ก็คือ "การเปลี่ยนกรอบคิดจาก รูปธรรม ไปเป็น นามธรรม" ซึ่ง ผมว่า ชัดเจนและเข้าใจง่ายกว่าคำว่า "คิดนอกกรอบ" เยอะเลยครับ

    วันนี้ Review เท่านี้ก่อนนะครับ เพิ่งผ่านไป 1 ย่อหน้า แต่ได้ความรู้เท่ากับตำราความรู้ฝรั่ง 1 เล่มแล้วครับ (สงสัย ถ้า Review หมดเล่ม คงได้ความรู้เท่าตำราฝรั่งเป็นตู้แน่เลยครับ)

    พรุ่งนี้จะมา Review เพิ่มนะครับ ว่าหลังจากที่รู้พื้นที่นามธรรมแล้ว ต้องมีทัศนคติแบบไหนล่ะ ธุรกิจเราจึงจะรอด

    สำหรับวันนี้ ขอบคุณมากครับ
  3. bit
    bit


    ไม่มีอะไรเพิ่มเติม นอกจากเตือนว่าสิ่งที่เรา เล่ามาไม่ใช้กระดุมเม็ดแรกของการสร้างองค์กรธุรกิจ แบบ มีหัวใจ จึงต้องรอ มาอ่านต่อครับ ว่า

    เราสามารถ ล๊อก กระดุมเม็ดแรกในการทำธุรกิจ แบบ มีหัวใจ ได้ไหม

    สิ่งที่เราเล่ามา เป็น ทักษะ หนึ่ง ที่ต้องใช้ สำหรับ การทำธุรกิจ และ แก้ปัญหา ให้ ชีวิต เราเองครับ

    ขอบคุณมากครับ ที่พยายามเล่าแจกแจงให้เห็น ประโยชน์ของหนังสือได้ละเอียดขึ้นครับ

    ขอถาม คุณ จขกท นะครับ ว่า ระหว่างรีวิว เพื่อนสมาชิกคนอื่นเข้ามาคุยได้ไหมครับ หรือ รอให้ริีวิว จบก่อน แล้วค่อยเข้ามาคุยกันครับ ตอบในท้ายรีวิวต่อไป ก็ได้ครับ

    ขอบคุณมากครับ (Post โดย เอกราช จันทร์ดอน)

    เข้ามาพูดคุยได้ครับ

    ส่วนเรื่องกระดุมเม็ดแรก มีอยู่แล้วครับ จะเล่าต่อไปครับ ขอบคุณครับ


    รีวิว "ความจริง ที่ทำให้รวย" ตอนที่ 2 ครับ

    หากเปรียบเทียบองค์กรธุรกิจ ที่เราจะสร้าง ว่าเป็นต้นไม้นั้น การคิดเชิงนามธรรมที่คุณเอกราชพยายามจะถ่ายทอดผ่านหนังสือใน Review ที่ 1 นั้น เปรียบเหมือน การหาพื้นที่ ที่จะนำต้นไม้ของเราไปปลูกไว้ ถ้าต้นไม้ที่เราต้องการเป็นต้นไม้ใหญ่ ย่ีอมแน่นอนว่า พื้นที่ที่เราเลือกย่อมต้องมีขนาดใหญ่ เหมาะสมกับต้นไม้ ที่เราจะนำมาปลูก แต่ในทางกลับกัน หากพื้นที่ที่เรามี เป็นพื้นที่เล็ก ต้นไม้ที่เราสามารถนำมาปลูก ย่อมมีขนาดจำกัดด้วย

    หลังจากที่ผมเริ่มเข้าใจ สิ่งที่คุณเอกราชพยายามจะอธิบาย ใน Review ที่ 1 แล้วนั้น คำถามที่เกิดขึ้นในใจผมตามมาก็คือ "หลังจากได้พื้นที่แล้ว จะปลูกต้นไม้อย่างไรหล่ะ ที่จะให้ต้นไม้ได้เจริญงอกงามอยู่ในพื้นที่นั้น"

    พอเปิดหนังสือ "ความจริง ที่ทำให้รวย" ต่อ ก็เจอหน้านี้ครับ



    แน่นอนว่า ในการทำธุรกิจนั้น ธุรกิจจำเป็นต้องมีรายได้เข้ามาหล่อเลี้ยง เพื่อให้ธุรกิจอยู่รอด ซึ่ง รายได้เหล่านั้น ก็มาจากลูกค้า ดังนั้น ทุกธุรกิจ จึงต้องมีลูกค้า ถ้าหากอุปมาเปรียบเหมือนกับการปลูกต้นไม้ ลูกค้านั้นเปรียบเหมือนดิน ดินที่คอยประคับประคอง และให้สารอาหารแก่ต้นไม้ จนสามารถโต และเจริญงอกงามได้

    หากเราปลูกต้นไม้ โดยไม่เคยบำรุงดิน ดินที่เคยมีสารอาหารหล่อเลี้ยงต้นไม้เรา ก็จะหายไป ต้นไม้ที่เราปลูกก็ไม่อาจเจริญเติบโตได้ อาจแคระแกรน พิการ หรือไม่ก็แห้งเหี่ยวตายไปในที่สุด

    คำถามที่ต้องตั้งถัดมาก็คือ "การบำรุงดิน คืออะไรหล่ะ"

    คำตอบอยู่ในแผนภาพด้านบนครับ คุณเอกราชพยายามอธิบายไว้แล้ การบำรุงดิน คือการแก้ปัญหาให้ลูกค้า ครับ

    พอมองถึงจุดนี้ เราก็จะเจอว่า จริงๆแล้ว การทำธุรกิจนั้นก็คือ การแก้ไขปัญหาให้คนอื่นนั่นแหละครับ ซึ่ง เมื่อเราแก้ปัญหาให้คนที่เราไปช่วย ก็จะให้เงิน เป็นการตอบแทน ซึ่งเราก็จะเรียกคนคนนั้น ว่า "ลูกค้า" ดังนั้น เมื่อมองจากต้นกำเนิดของการทำธุรกิจแล้ว ทัศนคติ ที่เราควรมี เพื่อจะสามารถสร้างองค์กรธุรกิจได้นั้น คือ "การคิดแก้ปัญหาให้ลูกค้าก่อน" ตามที่คุณเอกราชเขียนไว้ในแผนภาพนั่นแหละครับ

    คราวนี้ "การคิดแก้ปัญหาให้ลูกค้าก่อนนั้น ขอบเขตของคำคำนี้คืออะไรหล่ะ"

    ขอบเขตของมันก็คือ สิ่งที่เราสามารถรับผิดชอบได้ครับ ซึ่งลูกค้าเองก็จะเป็นฝ่ายเลือก จ่ายเงินให้ผู้ที่รับผิดชอบได้มากกว่า (สมมุติว่าต้องจ่ายเงินเท่ากัน) ยกตัวอย่างนะครับ

    ต่อเนื่องจาก Review ที่ 1 นะครับ

    หากเราทำธุรกิจอาหาร ตามนามธรรม "สิ่งที่ช่วยให้มนุษย์หายหิว" แต่เรารับผิดชอบ ให้ลูกค้าเราได้สารอาหารครบ ตามที่ร่างกายควรต้องได้ไม่ได้ หากมีคู่แข่งรายใหม่ บนนามธรรมเดียวกัน ที่รับผิดชอบให้ลูกค้าได้สารอาหารครบ ลูกค้าก็คงเลือกเปลี่ยนไปรายใหม่ทันที อย่างไม่ต้องสงสัยครับ

    พอเวลาต่อมา มีคู่แข่งรายใหม่เข้ามาอีก บนนามธรรมเดียวกัน แต่รายนี้เริ่มเป็นห่วงลูกค้า อยากให้ลูกค้าได้ิทานอาหารที่หายหิว และยังรสชาติอร่อยด้วย เขาเลยเลือกพัฒนารสชาติของอาหารที่มั่นใจแล้ว ว่าช่วยให้ลูกค้าหายหิว และได้รับสารอาหารครบ ให้มีรสชาติอร่อยด้วย

    จะเห็นว่า รายสุดท้ายที่เข้ามานั้น เขาขยายความรับผิดชอบ จนเต็มนามธรรมที่เขาเลือกก่อน และยังขยายความรับผิดชอบต่อ ไปยังนามธรรมอีกตัว คือ "ความอร่อย" ดังนั้น สุดท้าย ลูกค้าก็คงหันมาเลือกคู่แข่งรายสุดท้ายเป็นแน่แท้ครับ

    การขยายความรับผิดชอบนั้น จำเป็นต้องแยกแยะนามธรรมให้ชัดเจนก่อนนะครับ หากเรายังขยายความรับผิดชอบ ไม่เต็มนามธรรมที่เราเลือก แต่จะไปรับผิดชอบยังนามธรรมอื่นด้วย สุดท้าย เราจะรักษานามธรรมไม่ได้เลยสักนามธรรมเดียว และธุรกิจเราก็คงต้องปิดตัวอย่างไม่ต้องสงสัย

    ส่วนการขยายความรับผิดชอบในเรื่องของธุรกิจนั้น ก็ต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานทางการเงินนะครับ หากเราประเมินพลาด รับผิดชอบมากเกินไปจนขาดทุน ธุรกิจเราก็พังได้ทันทีเหมือนกันครับ

    การขยายความรับผิดชอบให้เต็มพื้นที่ เป็นเรื่องที่มีหลักการง่าย แต่ปฏิบัติจริงได้ยากมากครับ เป็นโจทย์สำคัญสำหรับคนที่ต้องการจะสร้างองค์กรธุรกิจ ที่ต้องฝึกให้ผ่านครับ ผมเองก็ยังอยู่ในระหว่างฝึกอยู่เช่นกันครับ

    ความรู้ที่ผมนำมาแชร์ในรูปของ Review ทั้ง 2 บทความนี่แหละครับ ที่เป็นตัวทำให้ผมหลุดจากทุกข์ที่ต้องรับจ้างทำงานอยู่หลายปี จนเจอ SarapanFax.com จากปัญหาของคนที่ใช้งานแฟกซ์อยู่แล้ว และคนต้องการใช้งานแฟกซ์แต่ยังไม่มีอุปกรณ์ครับ

    สิ่งที่ผมได้รับจากคุณเอกราช เกี่ยวกับปรัชญาในการทำธุรกิจที่นำมา Review ทั้ง 2 บทความ ก็หวังเป็นอย่างยิ่ง ว่าจะมีประโยชน์กับเพื่อนๆ ที่กำลังทำธุรกิจอยู่ หรือ สนใจจะสร้างองค์กรธุรกิจครับ

    ขอบคุณเอกราช ครับ สำหรับความรู้ที่ช่วยลดเวลาชีวิตผมได้มากมาย และพื้นที่ดีๆที่จะช่วยลดเวลาชีวิตให้คนอื่นๆ ได้อีกมากมายเช่นกันครับ ขอบคุณจากใจ

    ขอบคุณทุกๆคน ที่อ่านมาถึงตรงนี้ครับ ถ้าสงสัย หรือมีอะไรเพิ่มเติม ก็สามารถบอกได้เลยนะครับ ผมยินดีรับฟัง และตอบทุกข้อสงสัยครับ
  4. bit
    bit
    เพิ่มเติมนะครับ ตอนเีริ่มต้น ธุรกิจส่วนใหญ่ เรา เริ่มต้นด้วย "ความอยาก" จน ลืมคำว่า "ความรับผิดชอบ" ฝากพิจารณา เพิ่มด้วยนะครับ

    ขอบคุณครับ ที่มาแบ่งปันสิ่งที่ตนได้รับมาพอแล้ว ให้คนอื่นต่อไปครับ (Post ถามโดย เอกราช จันทร์ดอน)
    ตอบคุณเอกราชครับ

    ขอบคุณครับ ที่ช่วยเพิ่มเติมครับ ใช่ครับ ผมเองก็เป็นคนที่เริ่มธุรกิจด้วยความอยาก (อยากรวย และอยากเกษียณ)

    แต่หากว่าเราเอง มีแต่ความอยากได้ แต่ไม่อยากรับผิดชอบ เราคงไม่สามารถได้เห็นภาพที่เราอยากเห็นได้ ไม่ว่าจะเป็นอยากรวย มีเงินเยอะ หรืออยากเกษียณ

    ซี่งคุณเอกราชเอง ก็เคยอธิบายไว้ในหนังสือ "ความลับของคน" ว่าถ้าความอยากเรามาก สิ่งที่เรารับผิดชอบ ก็ยิ่งต้องมากตาม

    ดังนั้น หากเรามีความอยากที่จะสร้างองค์กรธุรกิจ เพื่อที่เราจะได้มีเงินเยอะ รวย และได้เกษียณแล้ว ก็มีเรื่องราวมากมาย ที่เรา "ต้องรับผิดชอบให้ได้" ก่อนที่เราจะได้เห็นภาพที่เราอยากเห็นครับ

    ขอบคุณที่มาเพิ่มเติมให้ครับ
  5. bookerian
    bookerian
    เข้ามาอ่านค่ะ เป็นประโยชน์มากๆ สำหรับผู้จะเริ่มต้นทำธุรกิจ หรือทำอยู่แล้วแต่ยังไม่ประสบความสำเร็จ (รวมทั้งตัวเองด้วย)
    ขอบคุณมากๆ นะคะ ที่มาแชร์ประสบการณ์ และสิ่งที่ได้จากหนังสือ

    ตอนนี้ก็หยิบเล่มนี้มาอ่านอีกรอบอยู่ ยอมรับว่าอ่านหนังสือของคุณเอกราชแล้วต้องอ่านหลายรอบ ไม่ใช่จบแล้วจบเลย อยู่กันเป็นคู่มือกันเลยจริงๆ

    ชอบเล่มนี้เพราะชอบคำถามตรงประเด็นที่คุณ bit เอาแผนภาพมาให้ดูค่ะ
    "คิดเพื่อแก้ปัญหาให้ตนเองก่อน" กับ "คิดเพื่อแก้ปัญหาให้คนอื่นก่อน"
    เลือกทางไหน
    เป็นสิ่งที่ไม่เคยถามตัวเองเลย ไม่เคยได้ยินใครถาม และพอคำถามนี้แล้ว ทิศในการทำงานของตัวเองก็เปลี่ยน แต่ต้องระวังค่ะ ตรึงไว้ให้ดี หลุดเมื่อไหร่ก็แย่เหมือนกัน


    อ่านมาเรื่อยๆ ก็มีสะดุดตรงที่คุณ bit บอกว่า

    การขยายความรับผิดชอบนั้น จำเป็นต้องแยกแยะนามธรรมให้ชัดเจนก่อนนะครับ หากเรายังขยายความรับผิดชอบ ไม่เต็มนามธรรมที่เราเลือก แต่จะไปรับผิดชอบยังนามธรรมอื่นด้วย สุดท้าย เราจะรักษานามธรรมไม่ได้เลยสักนามธรรมเดียว และธุรกิจเราก็คงต้องปิดตัวอย่างไม่ต้องสงสัย
    คือไม่เข้าใจเรื่อง ขยายความรับผิดชอบ และ การแยกแยะนามธรรม โดยเฉพาะการแยกแยะนามธรรม ดูเหมือนต้องฝึกกันเป็นทักษะ ซึ่งรู้สึกว่าตัวเองไม่มีทักษะนี้เลยค่ะ แต่อ่านแล้วคิดว่า การแยกแยะนามธรรม สำคัญมากๆ
    ตัวเองคงติดกับรูปธรรมที่เห็น ที่สัมผัส จนมองไม่เห็นนามธรรม หรือไม่สนใจมองนามธรรม

    ถ้าการแยกแยะนามธรรมฝึกเป็นทักษะได้ คุณ bit สอนการฝึกให้ได้ัมั้ยคะ

    ขอบคุณค่ะ

    (ลืมค่ะ จะขออนุญาตนำกระทู้นี้ ไปลิงค์ในกระทู้ หนังสือความจริงที่ทำให้รวย นะคะ)
  6. bit
    bit
    ลืมค่ะ จะขออนุญาตนำกระทู้นี้ ไปลิงค์ในกระทู้ หนังสือความจริงที่ทำให้รวย นะคะ
    ยินดีครับ หากกระทู้นี้ จะเป็นประโยชน์ต่อคนอื่นๆอีกหลายๆคนครับ

    ตอนนี้ก็หยิบเล่มนี้มาอ่านอีกรอบอยู่ ยอมรับว่าอ่านหนังสือของคุณเอกราชแล้วต้องอ่านหลายรอบ ไม่ใช่จบแล้วจบเลย อยู่กันเป็นคู่มือกันเลยจริงๆ
    เห็นด้วยกับประโยคนี้ เป็นอย่างยิ่งครับ ผมเอง ก็ยังอ่าน และทบทวนความรู้ในหนังสือเล่มนี้ อยู่เสมอมา และเห็นด้วยว่า คนที่ตั้งใจอยากจะเป็นผู้ประกอบการ ควรจะได้รับความรู้การประกอบการที่ถูกต้อง เพื่อจะได้นำไปใช้ และหมั่นทบทวนอยู่เสมอ ซึ่ง ความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับการประกอบการ ที่ผมนำมาใช้งานได้มากที่สุด และใช้งานอยู่เสมอมา (ความรู้ที่ถูกต้อง ต้องนำมาใช้แก้ปัญหาได้ครับ หากใช้แก้ปัญหาไม่ได้ ความรู้นั้นไม่ถูกต้อง) ก็อยู่ในหนังสือ ความจริง ที่ทำให้รวย นี่แหละครับ นอกจากจะแก้ปัญหา ในการประกอบการได้แล้ว ยังเป็นตัวอย่าง วิธีคิด แก้ปัญหาแบบมีหัวใจ กล่าวคือ แก้ปัญหาโดยเริ่มจากการเป็นไปเพื่อคนอื่นบ้าง (จากตัวอย่าง บริษัท A และ B ด้านบนนะครับ)

    ซึ่ง วิธีคิดแบบนี้ หาไม่ได้ จากตำราธุรกิจ ที่เขียนเพื่อให้ เราหาเงินได้มากขึ้น โดยคิดแค่เป็นไปเพื่อตนเองอย่างเดียว

    ผมจึงชอบความรู้ในหนังสือเล่มนี้มาก เลยต้องนำมาอ่านทบทวนอยู่ตลอดราวกับเป็นคู่มือ เช่นกันครับ

    ถ้าการแยกแยะนามธรรมฝึกเป็นทักษะได้ คุณ bit สอนการฝึกให้ได้ัมั้ยคะ
    ผมเองก็กำลังฝึกอยู่เช่นกันครับ ยังไม่มั่นใจ ว่าจะสอนการฝึกได้ไหม แต่ยินดีแชร์ประสบการณ์ที่ได้จากการฝึกครับ ซึ่ง ไว้จะมาเขียนรีวิวเพิ่มเติมใน SBN Business Incubation และจะนำลิงค์มาลงไว้ในกระทู้นี้นะครับ

    ขอบคุณมากนะครับ
  7. bookerian
    bookerian
    ขอบคุณค่ะที่อนุญาต แต่แอบนิสัยไม่ดี เอาไปลิงค์ก่อนคุณ bit มาตอบ ...ก็คิดว่าคงอนุญาตแน่ๆ อ่ะค่ะ และรีบด้วย..ไม่ว่ากันนะคะ

    ผมเองก็กำลังฝึกอยู่เช่นกันครับ ยังไม่มั่นใจ ว่าจะสอนการฝึกได้ไหม แต่ยินดีแชร์ประสบการณ์ที่ได้จากการฝึกครับ ซึ่ง ไว้จะมาเขียนรีวิวเพิ่มเติมใน SBN Business Incubation และจะนำลิงค์มาลงไว้ในกระทู้นี้นะครับ
    ค่ะ แล้วจะติดตามอ่าน ขอบคุณนะคะ
  8. bit
    bit
    ข้อมูลเพิ่มเติม ของความรู้หลักที่ใช้ในการดำเนินการให้บริการ SarapanFax.com (ความรู้จาก หนังสือ "ความจริง ที่ทำให้รวย") สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ลิงค์ด้านล่างนะครับ

    " ความจริงที่ทำให้รวย " ..แผนที่และเส้นทาง ลัด ตรง สู่ความร่ำรวยที่แท้จริงในระบบทุนนิยม <<หนังสือดี มีหัวใจ

    (ขออนุญาตเจ้าของกระทู้ ก่อนที่จะนำลิงค์มาลง แล้วครับ)
  9. bit
    bit
    Quote Originally Posted by bookerian View Post
    ขอบคุณค่ะที่อนุญาต แต่แอบนิสัยไม่ดี เอาไปลิงค์ก่อนคุณ bit มาตอบ ...ก็คิดว่าคงอนุญาตแน่ๆ อ่ะค่ะ และรีบด้วย..ไม่ว่ากันนะคะ



    ค่ะ แล้วจะติดตามอ่าน ขอบคุณนะคะ
    ยินดีครับ ขอบคุณครับ
  10. bit
    bit
    ขอแนะนำ Group ใหม่ ชมรม ผู้ประกอบการใหม่ ด้าน IT

    ชมรมสำหรับ แชร์ ประสบการณ์ ความคิดเห็น เกี่ยวกับการ เริ่มประกอบ การด้าน IT ครับ

    หากสงสัยว่า ชมรมนี้ จะให้อะไรคุณได้ โปรดคลิ๊กอ่านลิงค์ด้านล่างครับ

    ทำไมจึงต้องมี ชมรม ผู้ประกอบการใหม่ ด้าน it

    ขอบคุณครับ
  11. yourfwd0
    yourfwd0
    ขอให้ ข้อมูลเกี่ยวกับหนังสือดี มีหัวใจ สำหรับ ผู้ที่ยังไม่ได้รับโอกาส ได้รับความรู้โดยตรงเช่น ในเรื่องราวนี้ ได้มีโอกาสนำความรู้จากในหนังสือ ไป ศึกษา ไป ใช้งาน

    เกี่ยวกับ หนังสือดี มีหัวใจ...
    หนังสือทั้งหมด เขียนขึ้น โดย คุณเอกราช จันทร์ดอน


    ผู้ก่อตั้งและให้กรอบคิดสำหรับการจัดการการศึกษาที่ถูกต้อง
    ให้กับศูนย์แห่งการเรียนรู้บ้านแก่นวิชา และเป็นผู้เขียนหนังสือ “ความลับของคน” ที่ได้รับการคัดสรรค์ ว่าเป็น "ความคิดใหม่" (New Thought) โดย ห้องสมุดแห่งชาติประเทศ Australia


    อ่านรายละเอียด เกี่ยวกับหนังสือเล่มดังกล่าวได้ในกระทู้ "ความลับของคน"..หนังสือไทยเพียงเล่มเดียว ที่ได้รับคัดสรรจากห้องสมุดแห่งชาติประเทศออสเตรเลีย ให้อยู่ในหมวด New Thought !! ทั้งๆที่ยังเป็นภาษาไทย 1 ใน 66 เล่มจากทั่วโลก


    จากกรอบคิดและชุดความรู้ที่สำคัญเดียวกันจากหนังสือ "ความลับของคน" ได้นำไปสู่ การสร้าง ชุดความรู้หลักๆ ที่สำคัญต่อการดำรงชีวิต ทั้งเรื่อง การชีวิต เรื่องตัวเรา ความรัก การงาน และการใช้ ความคิด ในหนังสือชุด "ความจริงจากความคิดใหม่"่


    ชุดความรู้ จากในหนังสือ "ความจริงจากความคิดใหม่" ได้มีการนำไปใช้งานจริงในการ "สร้างความรู้ สู่การสร้างงาน" อ่านรายละเอียดได้จากลิงค์หัวข้อการถ่ายทอดต่อไปนี้

    หัวข้อการถ่ายทอดที่ ใช้ สร้าง ความรู้ จากชุดความรู้ดังกล่าว



    สังคมที่ไร้มุทิตา...
    คือ สังคม ที่ คนส่วนใหญ่ ไม่รู้ว่า ใครคือคนที่ทำให้

    เชื่อว่ามนุษย์ทุกคนควรต้องมีหัวใจ
    สังคมนี้ แผ่นดินนี้ คงอยู่ ให้เรา อาศัย อยู่ร่วมกัน ได้ต่อไป
    "ผู้เสียสละทุกคน ที่ตาย ล้วนมีชีวิต และเรา ติดหนี้บุญคุณ"
    ขอบคุณใน ความเสียสละ ที่ทำให้เรา ได้อาศัยอยู่ร่วมกัน

    เชื่อว่ามนุษย์ทุกคนควรต้องมีหัวใจ
    ด้วยความเคารพในความเสียสละ อย่างสูงยิ่ง
    ประเทศใคร.. ในหนึ่งวัน<Click>


    ความเห็นแก่ตัว ทำให้ คน โง่ ขึ้น
  12. bit
    bit
    Quote Originally Posted by yourfwd View Post
    ขอให้ ข้อมูลเกี่ยวกับหนังสือดี มีหัวใจ สำหรับ ผู้ที่ไม่ได้รับโอกาส ได้รับความรู้โดยตรงเช่น ในเรื่องราว ได้มีโอกาสนำความรู้จากในหนังสือไปใช้ ศึกษา ใช้งาน
    ‎ขอบคุณ คุณ yourfwd ครับ ที่มาแนะนำ แหล่งความรู้ ที่ถูกต้องครับ

    ผมเองเป็นคนหนึ่ง ใช้ความรู้ ที่เขียนอยู่ในหนังสือเหล่านี้ เป็นหลัก ครับ

    อยากให้คนอืน ได้รับ ความรู้ที่ถูกต้อง ไปไว้ใช้งานด้วย เช่นกันครับ
Results 1 to 12 of 12