ฟังก์ชั่นหลักของคลอเรลล่า ที่ช่วยร่ายกายเราได้ อย่างไม่มีตัวอื่น เทียบได้

โลกเรา ก่อนที่จะปรับตัวเข้าสู่สมดุลอย่างทุกวันนี้ เคยผ่านช่วงเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ของเปลือกโลก และ ชั้นบรรยากาศมาก่อน เราทุกคนคงเคยได้ยินเรื่อง การสูญพันธุ์ ของไดโนเสาร์ และ สัตว์ ยุคก่อน หลายๆ ชนิดมากมาย และ เราทุกคนคงได้ยินข่าว การขุดพบซากสัตว์ สมัยก่อน อยู่อย่างต่อเนื่อง


ขอบคุณรูปจาก http://www.dailydinosaurdigs.com/
"ขุดพบ" นั้น หมายถึง เราต้องขุดลงไปใต้พื้นดิน จึงจะพบ นั่นหมายความว่า ในขณะที่โลกเรามีการเปลี่ยนแปลงนั้น มีการเกิดการทับถม ของผิวดิน ขึ้นมาเรื่อยๆ ว่ากันง่ายๆ สิ่งที่เคยเป็นผิวดินในอดีต ในตอนนี้ จะกลายเป็นอยู่ใต้ดิน

และ สิ่งที่มนุษย์เจอ ใต้ดินนั้น ไม่ได้มีแค่ซากสัตว์ แต่มี แร่ธาตุต่างๆ ที่ปัจจุบัน มนุษย์ขุดขึ้นมาใช้ เพื่อทำอุตสาหกรรม ในจำนวนนี้ ส่วนใหญ่นั้นเป็นโลหะหนัก และ ยังมี แร่ที่เป็นกัมมันตภาพรังสีด้วย


ขอบคุณรูปจาก http://treatyrepublic.net/content/ur...pillage-kakadu
นั่นหมายความว่า เคยมีช่วงเวลาหนึ่งในอดีต ที่แร่เหล่านี้ อยู่บนผิวโลก และ นั่นหมายความว่า ช่วงเวลานั้น คือช่วงเวลา ที่ผิวโลก เต็มไปด้วย สารที่มีพิษ ต่อสิ่งมีชีวิต ทั้งโลหะหนัก และ ทั้งกัมมันตภาพรังสี ซึ่ง เป็นเงื่อนไขที่ สิ่งมีชีวิต ไม่น่าจะสามารถอยู่รอดได้

คำถามคือ ทำไมคลอเรลล่า ถึง อยู่รอดผ่านช่วงเวลานั้นมาได้ ??

หลังจาก ที่นักวิทยาศาสตร์ ได้ หาคำตอบของคำถามนี้ จึงพบข้อเท็จจริงว่า คลอเรลล่า มีกลไกการกำจัดพิษ จากทั้งโลหะหนัก และ สารกัมมันตรังสี ที่ยอดเยี่ยม ภายในเซลล์ของคลอเรลล่า มีการผลิตโปรตีนชนิดหนึ่ง ที่เป็นเหมือนกาวสำหรับติดโลหะหนักโดยเฉพาะ (ไม่ติดตัวอื่น) อยู่ในของเหลวภายในเซลล์ของตัวครอเรลล่า และ มีปริมาณมากที่เคลือบอยู่ที่ผนังเซลล์ด้านใน ของตัวคลอเรลล่า

เมื่อมีสารพิษจำพวก โลหะหนัก หรือ แม้แต่อนุพันธ์ของโลหะหนัก (อย่างพวก ยาฆ่าแมลง ยาปราบศัตรูพืช ฯลฯ) หรือ สารกัมมันตรังสี เข้ามาในเซลล์ จะถูกโปรตีนที่เป็นเหมือนกาว เกาะติดไว้ ไม่ให้เข้าไปรบกวนการทำงานของระบบต่างๆ ภายในเซลล์ และ เมือ ของเหลวในเซลล์ มีการเคลื่อนที่ ก้อนโปรตีน และ โลหะหนัก ที่โดนโปรตีนจับไว้นั้น จะถูกพัดไปตามการเคลื่อนที่ของของเหลว และ ติดอยู่ที่ผนังเซลล์ ที่มีโปรตีนแบบเดียวกันอยู่จำนวนมากในที่สุด เพื่อรอการขับออกจากเซลล์

ซึ่ง กลไกนี้ เป็นกลไก ที่หาได้ยากยิ่ง ที่ทำให้คลอเรลล่า ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว ที่ต้องอยู่กลางแจ้ง เพราะต้องอาศัยแสงอาทิตย์ ในการดำรงชีวิต นั้น สามารถผ่าน ช่วงเวลา ที่โลกเต็มไปด้วยสารพิษมาได้ และ อยู่มาจนถึงปัจจุบัน ทั้งๆ ที่สิ่งมีชีวิตอื่นๆ แทบทั้งหมด ในยุคเดียวกัน หรือ แม้แต่ยุคหลังๆ ได้สูญพันธุ์ไปแทบหมดสิ้น

และ ถึงแม้ว่า คลอเรลล่า จะอยู่ในรูปอาหารเสริมแล้ว โปรตีน ที่เหมือนเป็นกาว จับสารพิษ ก็ยังอยู่ครบถ้วน ทั้งที่ภายในเซลล์ ของคลอเรลล่า และ ที่ผนังเซลล์ แปลว่า ในการขับพิษของร่างกาย หลังจากทานอาหารเสริมตัวนี้แล้ว ร่างกายเราจะได้รับกลไกการขับพิษของคลอเรลล่า ซึ่ง พิเศษมากๆ มาช่วยเราขับพิษ!!! (เพราะโลกเราในปัจจุบัน กำลังเริ่ม มีสภาพใกล้เคียง กับโลก ยุคที่เต็มไปด้วยสารที่มีพิษต่อสิ่งมีชีวิต มากขึ้นทุกๆที)

กลับมาที่ตัวคลอเรลล่าต่อครับ หลังจากนักวิทยาศาสตร์เริ่มศึกษาและเข้าใจกลไกพื้นฐานแล้ว และ เริ่มศึกษาลงลึกเกี่ยวกับ คลอเรลล่ามากขึ้น ก็ยิ่งพบบางอย่าง ที่ต้องอึ้งขึ้นไปอีก

จากที่เราทุกคนเคยเรียนมา ว่า หน้าที่ ของ "โปรตีน" คือ ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ของร่างกาย แต่ส่วนใหญ่ เราไม่ได้ตั้งคำถามไปลึกกว่านั้น ว่า โปรตีนนั้น ไป ซ่อมแซม ร่างกายที่สึกหรอ อย่างไร

โปรตีน เป็นชื่อเรียกรวมๆ ของสารอาหารที่ประกอบด้วย สารอาหารตัวเล็กๆ ที่เรียกว่า "กรดอะมิโน" ซึ่ง โดยปกติ แล้ว ร่างกายเรา เวลาสึกหรอนั้น ต้องใช้ สิ่งที่เรีกว่า "กรดอะมิโน" นี้ ไปเป็นชิ้นส่วน ในการบำรุงรักษา เมื่อมีการสึกหรอ
ดังนั้น หน้าที่โดยรวมๆ ของโปรตีน ที่มีต่อร่างกาย คือ เป็น "อะไหล่" ของส่วนต่างๆ ของร่างกาย ที่ต้องใช้ ในการบำรุงรักษา ร่างกาย ที่เป็นกลไก อันซับซ้อน ที่ธรรมชาติออกแบบไว้ให้เรา ซึ่ง แต่ละส่วนของร่างกายเอง ก็ต้องการ "อะไหล่" ที่หน้าตาไม่เหมือนกัน ดังนั้น เลยมีการศึกษาพบ และ นิยาม "กรดอะมิโน" ขึ้นมาหลายๆตัว พูดง่ายๆ คือ การจัดกลุ่ม ชิ้นส่วน ที่เป็นอะไหล่ของร่างกาย ว่ามีกี่ประเภท


ขอบคุณรูปจาก http://www.vanvlietxl.com/group/english/home.aspx
คราวนี้มาดูต่อครับ ว่าเวลาที่เราใช้ชีวิต ใช้ร่างกายอยู่ทุกวัน หนักกว่าการการใช้รถยนต์เสียอีก เราใช้รถยนต์ เรายังเห็นว่ารถยนต์ยังสึกหรอได้ต้องมีเช็คตามระยะ เปลี่ยนอะไหล่ พอเรารู้ว่า รถเรา มีชิ้นส่วนสึกหรอ ต้องเปลี่ยน แต่ยังไม่ได้เปลี่ยน เรายังกลัวที่จะขับ

แต่เรากลับใช้ร่างกายเราอยู่ทุกวัน (ยิ่งเรารับสารพิษเข้าร่างกายด้วย ร่างกายยิ่งจะสึกหรอเร็วมากเป็นพิเศษ) โดยที่ไม่รู้เลย ว่า มีชิ้นส่วนกลไกไหนสึกหรอ และ มีอะไหล่เปลี่ยนไหม


นี่เป็นปัญหา อีกปัญหา ที่เราทุกคนเจอ นอกจากเริ่มรู้ ว่าร่างกายสะสมสารพิษครับ
(สัญญาณ 7 ประการ ที่บอกว่า ร่างกายของเราสะสมพิษ มามากเกินพอ อ่านได้ที่นี่)

โดยปกติ เราบริโภค โปรตีนในมื้ออาหารทุกวัน แต่คำถามคือ เรารู้ได้อย่างไร ว่าโปรตีน ที่เราบริโภค ในมื้ออาหารปกตินั้น มี อะไหล่ (กรดอะมิโน) ทุกชนิด ในปริมาณเพียงพอ

โดยปกติ เมื่อเรารับประทานเนื้อสัตว์ ซึ่ง เป็นก้อนโปรตีนขนาดใหญ่แล้ว ร่างกายจะต้องทำการย่อยก้อนโปรตีนนั้น ด้วยน้ำย่อย จนได้โปรตีนขนาดเล็กลง (โพลีเปปไทด์) และ นำไปใช้ และ ถ้าเหลือใช้ ก็จะถูกกลไกของร่างกาย นำมาแยกย่อยต่อ ให้เป็นโปรตีนตัวเล็กลงอีก (เปปไทด์) เพื่อนำไปใช้ เป็นอะไหล่ ของกลไก ขนาดเล็กลงของร่างกาย และ ถ้าเหลือ ก็จะถูกนำมาแยกย่อยต่อ จนเล็กลงเรื่อยๆ จนเหลือ เป็นขนาดเล็กที่สุด คือ "กรดอะมิโน" สำหรับ ซ่อมบำรุง กลไกภายใน หน่วยย่อย ขนาดเล็กที่สุดของร่างกาย นั่นคือ "กลไก ระดับ เซลล์"


ขอบคุณรูปจาก http://cikguheery.blogspot.com/2014/...digestion.html
แปลว่า เซลล์ นั้น จะได้รับอะไหล่ ในการซ่อมบำรุงตัวเอง เป็นลำดับสุดท้าย หลังจาก ที่ส่วนอื่นๆ ได้รับ

นั่นแปลว่า ตำแหน่ง กลไก ระดับเซลล์นี้ เป็น ตำแหน่ง ที่มีความเสี่ยงสูงที่สุด ในการขาดอะไหล่เพื่อซ่อมบำรุง


คราวนี้ มาดูต่อ ว่ากลไกระดับเซลล์ นั้น สำคัญแค่ไหน

เราทุกคนรู้ว่า ร่างกายของเรา เป็นระบบที่ มีเซลล์ เป็นจำนวนนับไม่ถ้วน ทำงานร่วมกันอยู่ ในทุกๆส่วนของร่างกาย ประกอบด้วยเซลล์ที่มีความแตกต่างกันออกไปในรายละเอียด แต่มีโครงสร้างพื้นฐานที่เหมือนกัน เมื่อเวลาผ่านไป ในทุกๆ วินาที จะมีเซลล์ ตาย และ เกิดใหม่ เกิดขึ้นตลอดเวลา การที่เซลล์เกิดใหม่ได้นั้น เกิดจาก "การแบ่งเซลล์" ของเซลล์ ที่เหมือนกัน

การแบ่งเซลล์นั้น ไม่ใช่อยู่ๆ จะแบ่งออกมาได้ เซลล์ ที่จะแบ่งเซลล์เอง ก็ต้องการ อะไหล่ ที่ใช้ในการแบ่งเซลล์ เช่นกัน ซึ่ง ถ้าอะไหล่ไม่พอ เซลล์ ที่ถูกแบ่งออกมา ก็จะไม่สมบูรณ์ และ เมื่อเซลล์ ที่ไม่สมบูรณ์นั้น ไปแบ่งตัวอีก ก็มีโอกาส จะยิ่งไม่สมบูรณ์ กลายเป็นเซลล์ ที่ผิดปกติ และ นั่นคือ "สาเหตุหนึ่ง ที่ทำให้เกิดมะเร็ง" ครับ


ขอบคุณรูปจาก https://science.education.nih.gov/su...standing1.html
กลับมาที่สิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ พบ แล้ว อึ้ง ในคลอเรลล่า ต่อ นะครับ

สิ่งที่พวกเขาพบ หลังจาก พบ โปรตีน ที่เป็นกาว ติดโลหะหนักแล้ว

พวกเขายังพบว่า ในของเหลวในเซลล์ของ คลอเรลล่า มีกรดอะมิโน ตัวสุดท้าย ที่ระดับเซลล์ของร่างกายเราต้องการ อยู่ "ครบทุกตัว" และ มีอัตราส่วน ที่ใกล้เคียงกับที่เซลล์ของร่างกายเรา ต้องการใช้งาน และยังมีโปรตีนมากถึง 60-70% ของน้ำหนักตัว!!!

นั่นหมายความว่า ของเหลวในเซลล์ ของ คลอเรลล่า สามารถเป็น "อาหาร ของ เซลล์" ของร่างกายเรา ได้โดยตรง ไม่ต้อง ผ่านการแยกย่อยของร่างกาย เหมือนกับอาหารปกติที่เราทานอยู่

และ ทั้งหมดนี้ เป็นเหตุให้ มีการพัฒนาคลอเรลล่า ขึ้นมา ให้เป็นอาหารเสริม ครับ