คงบอกตรง ๆ นะครับว่า คงทุกข์มากมายถ้าคิดแบบนี้...
เพราะเราคงบังคับคนอื่นให้เป็นอย่างใจเราไม่ได้ครับ ....
แต่ไม่ได้หมายความว่าคิดแบบนี้ไม่ได้นะครับ ...
เพราะสังคมเปลี่ยนไป มีปัจจัยต่าง ๆ มากมาย
นับวัน ผู้รับมากกว่าผู้ให้ครับ คงแก้อะไรไม่ได้มาก
แก้ที่ตัวเองก่อน แก้จากการเป็นผู้ให้มากกว่าผู้รับ
โดยไม่ต้องดูว่าเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย เพราะเราเป็นคนเหมือน ๆ กัน
ลองอ่านเรื่องนี้ดูครับ

ความดีที่เป็นมงคล
วันหนึ่งข้าพเจ้ากำลังนั่งทำงาน ถ้าข้าพเจ้าจำไม่ผิดดูเหมือน
จะเป็นเดือนเมษายน............ มองดูนาฬิกาก็เห็นใกล้เพลเข้าไปแล้ว
จึงอยากจะเร่งมือให้งานเสร็จเรียบร้อยก่อนเที่ยง เวลาบ่ายจะได้มีเวลา พักผ่อน
ทันใดนั้น ข้าพเจ้ามองเห็นเพื่อนผู้หนึ่งกำลังเดินเข้ามาหา
แต่งกายไม่ค่อยจะเรียบร้อยและดูยับเยิน เหมือนว่าเกิดต่อสู้ล้มลุก คลุกคลานมาเช่นนั้น
แต่ใจนั้นคิดว่าคงจะไม่มีเหตุเช่นนั้นเกิดขึ้นแน่ เพราะเพื่อนผู้นี้เป็นคนรักสงบและมีนิสัยดี
ตั้งแต่คบกันมา ข้าพเจ้า ก็มองเห็นแต่ความสุภาพเรียบร้อย จิตใจก็มีแต่ความเมตตากรุณา
คงจะมีอะไรสักอย่างหนึ่งจึงทำให้มีสภาพเช่นนี้ เรื่องการชกต่อย
ทะเลาะวิวาทรับรองได้ว่าคงไม่มีแน่ เมื่อข้าพเจ้าเชิญให้นั่งแล้ว
ก็เรียกเด็กเอาน้ำอัดลมมาให้ดื่ม แทนที่ข้าพเจ้าจะเป็นฝ่ายถาม
แกกลับถามข้าพเจ้าว่า
"คุณรู้ไหมว่า ผมทำไมมีสภาพเช่นนี้"
ข้าพเจ้าบอกว่า "สงสัยเหมือนกัน กำลังจะถามอยู่แล้ว"
แต่แทนที่แกจะตอบ แกกลับบอกว่า
"ประเดี๋ยว ขอให้ผมเข้าไปทำความสะอาดในห้องน้ำก่อน แล้วจะเล่าให้ฟัง"
ข้าพเจ้านั่งทำงานต่อไปจนแกออกจากห้องน้ำมานั่งดื่ม
น้ำอัดลม......... ข้าพเจ้าจึงเงยหน้าขึ้นพูดว่า
"ไง เป็นอย่างไรมาอย่างไร ถึงมีสภาพเหมือนหนุมานคลุกฝุ่น เช่นนี้ ลองเล่าให้ฟังซิ"
แกก็เริ่มเล่าว่า
"คืออย่างนี้ ผมได้มีโอกาสพักร้อน ๒ อาทิตย์ แต่ไม่ได้ไปไหน หมายถึงไปตากอากาศ
เมื่อตอนสายวันนี้ตั้งใจจะมาสนทนากับคุณ เพราะคิดถึง ก็ขึ้นรถประจำทางที่หน้าบ้าน.........
ระหว่างทางรถแวะ ส่งคนลงบ้างรับคนขึ้นบ้าง แต่คนลงน้อยกว่าคนขึ้นคนก็ออก จะมากขึ้นเป็นลำดับ
ไม่ช้าคนที่ขึ้นมาภายหลังไม่มีที่นั่ง"
ในจำนวนผู้โดยสารมีแม่ชีสูงอายุผู้หนึ่งต้องยืน เพราะ คนแน่นไม่มีใครจะสละที่นั่งให้
ผมรู้สึกสงสารและเห็นใจผู้ที่มีอายุ ทั้งยังเป็นผู้ทรงศีล จึงลุกขึ้นเพื่อจะเชิญให้นั่ง
แต่พอผมลุกขึ้นยัง ไม่ทันสุดตัว ไม่ทันเชิญให้แม่ชีนั่ง
ก็มีเถ้าแก่ผู้หนึ่งแกรีบเบียดตัว ลงไปนั่งทันที ทีนี้ผมจะทำอย่างไร
นึกว่าจะโกรธเถ้าแก่คนนั้น ก็ไม่ถูก และผมเองก็ไม่ชอบโกรธใคร
เพราะความโกรธย่อมจะเกิด เรื่องไม่ดีไม่งามตามมาทีหลัง เรื่องเล็กๆ น้อยๆ
ก็อาจเป็นเรื่องใหญ่ โตได้ มาคิดดูว่ามันเป็นความผิดของผมเองที่ไม่บอกเชิญให้
แม่ชีทราบก่อน แล้วจึงลุกขึ้นให้นั่งภายหลัง ถ้าทำเช่นนี้ก็คง เรียบร้อย
ไม่มีเรื่องอะไรที่จะต้องไปคิดอีก แต่ผมลุกขึ้นแล้ว จะเชิญให้แกนั่งทีหลังนั้น
เป็นความผิดของผมเอง จะโทษใครไม่ได้ เพราะเถ้าแก่คนนั้นอยู่ใกล้กว่า
คงนึกว่าถึงจุดหมายปลายทางที่ ผมจะลง ฉะนั้นพอผมลุกยังไม่ทันสุดตัว
แกก็เอาก้นหย่อนไป เบียดแทนที่ผม เพราะแกกลัวคนอื่นจะแย่งนั่งเสียก่อน
ตกลง ผมก็ต้องมายืนเอามือเกาะราวแทนเถ้าแก่ผู้นั้นต่อไป หันไปมอง
ก็เห็นแกนั่งอย่างสบายใจอย่างไม่รู้ไม่ชี้ ผมไม่รู้จะทำอย่างไร
ก็ได้แต่นึกตำหนิตัวเองอยู่ในใจว่า เรามันเซ่อ จะทำอะไรต่อไปควร
จะรอบคอบและละเอียดกว่านี้ อดคิดไม่ได้ว่า
คนอื่นเขาจะหันมา มอง เห็นผมเป็นตัวตลกชอบยืนห้อยโหนมากกว่าชอบนั่ง
จึงอุตส่าห์ สละที่นั่งให้เถ้าแก่ผู้ที่ยังแข็งแรงผู้นี้นั่ง ผมนึกแล้วชักจะอาย
อยากจะลงจากรถเดินไปดีกว่า แต่มาคิดดูทางมันยังอีกไกลมาก
และปลอบตัวเองว่า เรามันคิดมากไปเอง ไม่มีใครสนใจเรา
ถ้าจะ คิดคงเป็นเวทนามากกว่ายิ้มเยาะ สู้ยืนบนรถประจำทาง ดีกว่าเดินไปตามถนน
เพราะมันถึงเร็วกว่านี้และไหนๆ ก็เสีย สตางค์แล้ว คิดได้ก็ใจสงบ
หันไปเห็นแม่ชีแกยิ้มให้ เหมือนจะเป็น ความหมายของคำพูดว่า
"ขอบใจที่อุตส่าห์สละที่นั่งให้ยายนั่ง แม้ยายจะไม่ได้นั่ง แต่ก็ขอขอบใจที่มีน้ำใจดีด้วย"
แล้วผมก็ไม่ได้คิดอะไรอีก รถได้แล่นไปตามเส้นทางตลอดมา พอมาถึงสี่แยกแห่งหนึ่ง
ผมและผู้ที่ยืนเกาะราวต่างเซมือหลุดจาก ที่เกาะ ต่างล้มไม่เป็นท่า
เพราะรถได้ห้ามล้ออย่างกะทันหัน เสียงยาง เสียดครูดไปกับถนน
คนที่ยืนเกาะราวเพลินๆ บางคนก็หงายไปข้าง หลัง บางคนก็คะมำไปข้างหน้า
แล้วแต่ผู้ยืนจะหันหน้าไป ทางไหน ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียง "โครม" ใหญ่
รู้สึกรถสั่นสะเทือน และ กำลังตะแคงจะล้มมิล้มแหล่ แต่แล้วก็กลับทรงตัวอยู่ได้
ปรากฎว่าได้ ถูกรถประจำทางอีกคันหนึ่งชนเอากลางคัน ต่างคน ต่างก็เหยียบห้าม ล้อไว้
ฉะนั้นพอหัวอีกคันหนึ่งวิ่งชนเข้ากลางคัน รถที่ผมโดยสารมา ก็หยุดพอดี
ถ้าแรงอีกหน่อยคงจะชนคว่ำ คงจะบาดเจ็บสาหัส ไป ตามๆ กันเป็นแน่
พวกเราล้มครั้งที่สอง เพราะล้มครั้งแรกยังไม่ทัน ลุกขึ้นตั้งตัวได้เรียบร้อย
ต่างก็กลิ้งลงไป นอนระเกะระกะซ้อนกันอยู่ ในรถ ผมเองอยู่ข้างล่างแย่สักหน่อย
กว่าผู้ล้มอยู่ข้างบนจะลุกขึ้นหมด ผมก็ขัดยอกไปทั้งตัวรีบลุกขึ้น ออกจากรถทันที
ปัดฝุ่นที่เสื้อผ้าให้เรียบ ร้อยหายยู่ยี่บ้างพอสมควร แล้วก็รีบลงจากรถ
มายืนดูอยู่ข้างถนน และ ยังไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี เพราะยังตื่นเต้นอยู่
แล้วก็เห็นตำรวจจราจร หลายนาย บางราย ก็คุมตัวคนขับไว้
และประชาชนเข้ามุงดู ต่างพูด กันเซ็งแซ่และเถียงกันว่าใครผิดใครถูก
เกือบจะเอาศัพท์อะไรไม่ได้ ทันใด ผมก็ได้ยินเสียงเด็กกระเป๋าร้องบอกว่า
"ยังมีคนอยู่บนรถอีกคนหนึ่งลุกไม่ได้"
เสียงครางอยู่บนรถด้วยความเจ็บปวด ผมชะโงกไปดูบนรถ
เห็นคนนอนกุมศรีษะอยู่ ทันใดเด็กกระเป๋ากับตำรวจก็ขึ้นไป
สักครู่ก็เห็นครึ่งหามครึ่งพยุงคนป่วยลงมา แกเดินไม่ไหว
ตำรวจ กับเด็กกระเป๋าต้องใช้บ่าแบกใต้รักแร้คนละข้าง แล้วก็มีผู้ชายคนหนึ่ง
ตรงไปยกเท้าทั้งสองข้างไม่ให้ลาก ตำรวจอีกผู้หนึ่งเข้าช่วยพยุงคอ ไว้
พอผมเห็นหน้าคนป่วยก็ตกตะลึง
พอแกเล่ามาถึงตอนนี้ก็หยุด แสดงว่าแกเกิดตื่นเต้นขึ้นมา
อีก ในสิ่งที่ผ่านมาสดๆ ข้าพเจ้าอยากรู้จึงถามว่า
"เป็นญาติหรือคนรู้จักใช่ไหม" แกทำหน้าเศร้าแล้วบอกว่า "
ไม่ใช่หรอกครับ แกคือเถ้าแก่ที่นั่งแทนที่ผมนั่นเอง
รู้สึก ว่า มีอาการสาหัสมากหลับตาไม่ได้สติ เลือดออกทางศรีษะมาก
ผมเห็น ตำรวจกับเด็กกระเป๋าและชายอีกผู้หนึ่งช่วยกันพยุงหาม
และ ประคอง ศรีษะไว้ ขึ้นรถรับจ้างพาไปส่งโรงพยาบาลทันที
ผมเห็น แม่ชีแกเดิน เข้ามาใกล้ผม ยิ้มแล้วพูดว่า"
"คุณหมดเคราะห์หมดโศกแล้ว เพราะความดีของคุณจึงเป็น มงคลแก่ตัวเอง"
ผมไม่รู้จะพูดอะไร เพราะยังตื่นเต้นอยู่ เพียงแต่ยกมือขึ้นไหว้ รับคำพร้อมกับพูดเพียงว่า
"ขอบคุณครับ" แล้วผมก็หลบขึ้นรถ สามล้อมาหาคุณนี่แหละครับ
ข้าพเจ้าได้ฟังแกเล่า ข้าพเจ้าพลอยดีใจไปด้วย เพราะความดี ของเพื่อนแท้ๆ
ที่ได้พ้นเคราะห์มาได้ ทำให้คนอื่นที่เห็นแก่ตัว ต้องไปรับเคราะห์แทน
แต่ก็อดนึกตำหนิตัวเองไม่ได้ที่ดีใจที่เพื่อน พ้นเคราะห์ ส่วนคนอื่นจะเป็นอย่างไรช่างหัวมัน
ไม่ต้องนึกถึง เพราะเรา ไม่รู้จักมาก่อน หากว่าคนเจ็บนั้นเป็นคนรู้จักหรือญาติ
จิตใจก็คง เปลี่ยนแปลงไปอีก คนเราส่วนมากก็เป็นเช่นนี้แทบทุกคน
แต่เพื่อน ผู้นี้รู้สึกจะแปลกสักหน่อย แกบอกว่าเห็นอกเห็นใจเถ้าแก่คนนั้น
ต้อง มารับเคราะห์แทนแก และบอกว่าป่านนี้พ่อแม่ลูกเมียพี่น้องรู้เรื่อง
คงจะร้องไห้เสียใจในเคราะห์กรรมอันนี้ไปตามกันเป็นแน่ แกพูด แล้วก็แสดงความเศร้ากับข้าพเจ้าว่า
"ผมคิดว่าควรไปเยี่ยมเยียนแกบ้าง เพราะแกต้องรับเคราะห์ แทนผม
เวลานี้คงนอนอยู่โรงพยาบาลกลางเป็นแน่ วันหลังผมจึง จะมารับประทานอาหารด้วย วันนี้ขอตัว"
ว่าแล้วแกก็รีบลาไปทันที ทำให้ข้าพเจ้าต้องงง เพราะความ หุนหันของแก
เนื่องจากข้าพเจ้าตั้งใจจะเลี้ยงอาหารเที่ยงเพื่อรับขวัญ แต่เพื่อนออกไปก่อนก็จนใจ นี่ก็เป็นเรื่องน่าคิดเหมือนกัน
สวัสดี

บางครั้งหลายอย่างมันคงไม่เป็นอย่างใจเราคิดครับ
เพราะเราไม่รู้ว่าเหตุแห่งกรรมนั้น เราทำกันมาอย่างไร...
เพียงแต่บอกได้ว่า ให้ พูด คิด ทำ แต่สิ่งดี ๆ ไว้
นั่นคือการสร้างเหตุ ที่ดีไว้ ผล ที่ดี ๆ ก็ตามมาเองครับ ....
ยาวไปหน่อยต้องขอโทษด้วยครับ แต่หวังว่าน่าจะเป็นประโยชน์นะครับ .....