"เรารักสิ่งใด สิ่งนั้นจะทำให้เราทุกข์"
หลวงพ่อปราโมทย์ท่านพูดชวนให้นึกตามไปในซีดีอย่างนั้น ว่ามันจริงอย่างที่ว่าไหม

ไม่ว่าเราจะรักรถ รักหนุ่ม รักสาว รักหมา รักแมว กระทั่งรักตัวเอง
เมื่อไหร่ที่มันไม่เป็นไปอย่างใจ เมื่อไหร่ที่มันแปรเปลี่ยนสภาพ ใจเราจะทุกข์ทันที
ทั้ง ๆ ที่ทุกสิ่งล้วนมีธรรมชาติเดียวกันทั้งหมดคือ ไม่เที่ยงแท้ และต้องแปรปรวนไปเสมอ

แม้กระนั้น ใจเราก็พึ่งพิงสิ่งอื่น พึ่งพิงคนอื่นตลอดเวลา ไม่ว่าเราจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม
แต่ความจริงก็คือ ที่พึ่งภายนอกนั้น จะไม่สามารถให้ความสุขที่เที่ยงแท้ถาวรแก่เราได้เลย
ตราบใดที่เรายังต้องแสวงหาเหยื่อล่อภายนอก ยังต้องพึ่งพิงสิ่งอื่น
เราก็ยังต้องเป็นทาสของสิ่งนั้น และเป็นทุกข์เพราะสิ่งนั้นอยู่ร่ำไป

แต่ก็ยังนับเป็นโชคดี ที่ชีวิตนี้เรายังทันได้รู้จักกับคำสอนของพระพุทธเจ้า
หลวงพ่อปราโมทย์ท่านเทศน์ไว้นะคะว่า

ความทุกข์... ไม่ใช่สิ่งแปลกปลอมของชีวิต
และศาสนาพุทธก็เป็นศาสนาเดียวที่สอนให้เรากล้าเผชิญหน้ากับมัน
พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนให้เราวิ่งหนีทุกข์ ไม่ได้สอนให้เราวิ่งหาความสุข
แต่สอนให้เข้าไปทำความรู้จักกับมัน
เพื่อที่จะได้เป็นอิสระจากมัน

และความทุกข์ก็ไม่ได้อยู่ที่ไหนไกล
ทุกข์ไม่ได้อยู่ที่คนที่ทิ้งเรา ไม่ได้อยู่ที่ศัตรู ไม่ได้อยู่ที่คำพูดบาดหู ไม่ได้อยู่ที่ก้อนหนี้
แต่อยู่ที่ตรงนี้ ...ที่จิตที่ใจของเรานี้เอง

อย่างที่คุณดังตฤณเคยเขียนเอาไว้ในนิยายเรื่อง กรรมพยากรณ์ ตอน ชนะกรรม ว่า

หลายเรื่องในโลกแก้ไขจากข้างนอกไม่ได้ แต่ปรับปรุงดัดแปลงที่ภายในเราเองได้
คนอื่นนั้นต่อให้ตัดแขนตัดขาหั่นร่างกายเราออกเป็นชิ้น ๆ
เราจำเป็นต้องทุกข์แค่ที่กายเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องมีทุกข์ทางใจเลย
โดยมากจะอยู่ในรูปที่คนอื่นทำร้ายเราด้วยปากหรือมือไม้สิบนาที
แต่เรามาทำร้ายตัวเองด้วยความคิดเสียสิบชั่วโมง

ครูบาอาจารย์ท่านถึงว่า คนเรา "ทุกข์เพราะความคิด"

และการทำความรู้จักกับทุกข์อย่างที่ว่านั้น ก็ไม่มีอะไรมากกว่า การใช้ชีวิตตามปกติ
แล้วมีสติคอยตามรู้กาย ตามรู้ใจ ของเราไปเรื่อย ๆ อะไรเกิดก็รู้ทันมันให้มาก ๆ
สุข เศร้า เหงา เครียด เกลียด กลัว มัว ซึม ขรึม เพ่ง เซ็ง ดีใจ เสียใจ ก็คอยรู้มันไป
ดูไปก็จะค่อยเห็นความไม่เที่ยงแท้แปรปรวนหมุนเวียนเปลี่ยนสลับอยู่อย่างนี้
ไม่มีแก่นสารสาระอะไรเลย เห็นอย่างนี้บ่อยเข้า ๆ ถึงวันหนึ่ง ใจก็จะเลิกอยากเลิกยึด
เมื่อเลิกยึดก็ปล่อยวาง พอปล่อยวางแล้วความทุกข์ก็หลุดร่วงไปจากจิต
และเมื่อนั้น ก็จะเป็นอิสระจากทุกข์ อันเกิดจากความสำคัญมั่นหมายผิด ๆ นั่นเอง

ฟังดูเหมือนเป็นของตื้นเพียงเท่านี้เองนะคะ
แต่กว่าจะศึกษาจนจิตเห็นและยอมรับความจริงนี้ได้ ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
แต่หากค่อยฝึกปฏิบัติไปตามลำดับ ก็จะพบว่าไม่มีอะไรคุ้มค่าต่อการศึกษาเท่านี้อีกแล้ว
เพราะนี่เป็นวิธีเดียวที่จะสามารถบั่นสายโซ่แห่งทุกข์ให้ขาดสะบั้นลงได้

หากใครเคยผ่านสถานการณ์อันเป็นทุกข์อย่างที่สุดของชีวิต และยังจำความรู้สึกนั้นได้
ก็จดจำและตระหนักไว้เถิดค่ะว่า ตราบเท่าที่เรายังต้องเดินทางเกิดตายไม่รู้จบ
ทุกข์แบบนั้น หรือทุกข์ที่ยิ่งกว่านั้น จะกลับมาให้เราต้องเผชิญอีกนับครั้งไม่ถ้วน
เพียงแต่อาจจะเปลี่ยนรูปแบบและหน้าตาไปเท่านั้น

ดังนั้น จะว่าไป ทุกข์ที่จรผ่านมาในชีวิต ก็มีข้อดีเหมือนกัน
หากเรามองมันอย่างเข้าใจ อย่างที่คุณดังตฤณเคยเขียนไว้ครั้งหนึ่งว่า

ถ้าไม่ทุกข์บ้าง ก็คงไม่มีใครอยากออกจากสังสารวัฏหรอก
ฉะนั้น อย่าเห็นแต่โทษของความทุกข์
เพราะความทุกข์เท่านั้น ที่ผลักดันให้เราเลือกทางเดินไปสู่ความพ้นทุกข์

ที่พึ่งที่แท้จริงนั้นไม่มีหรอกนะคะ พ่อแม่ คนรัก ลูกหลาน ทรัพย์สิน ศฤงคาร ฯลฯ
ทุก ๆ คน และทุก ๆ สิ่ง มาเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับเราเพียงชั่วคราว
และวันหนึ่งจะถูกธรรมชาติทวงคืนไปทั้งสิ้น
ความสุขที่ผ่านมาจะผ่านไปเสมอ ความทุกข์ที่ผ่านมาก็จะผ่านไปเสมอ
และผู้คนที่เดินผ่านมาในวันนี้ ก็จะเดินผ่านไปวันหนึ่งเสมอ
สิ่งที่อยู่นอกขอบเขตของกายใจ ล้วนแล้วแต่เป็น "ของหลอก" ทั้งสิ้น

หากจะหวังพึ่งอะไรสักอย่าง ที่พึ่งที่แท้จริง ย่อมไม่มีอะไรประเสริฐไปกว่า
การปฏิบัติ ฝึกฝน อบรมตนเอง ให้เป็นที่พึ่งเพื่อต่อสู้ในทะเลทุกข์แห่งนี้
นั่นคือ แทนที่จะปล่อยตัวเองให้เวียนว่ายไปอย่างไร้จุดหมาย
ก็เอาการเจริญสติเพื่อศึกษากายใจของเรานี้แหละ เป็นที่พึ่งที่อาศัย

แล้วเราก็จะพบด้วยตัวเองว่า ธรรมะช่วยเราในยามทุกข์ได้จริง
และกระทั่งช่วยเราให้เป็นอิสระจากทุกข์โดยสิ้นเชิง ไม่กลับกำเริบได้จริง
และหากตั้งใจจริง ก็จะสามารถประจักษ์ได้ด้วยตนเอง ภายในเวลาไม่เนิ่นช้าด้วย...

ขออนุโมทนา กับผู้อ่านทุก ๆ ท่าน ครับ