ว่าจะอ่านอย่างเดียวนะนี่ ขออนุญาตแจมหน่อยแล้วกันนะคะ

ปกติถ้าเราจะให้เพื่อนหรือแฟนยืมเงินนี่ ก็จะเตรียมใจว่าจะไม่ได้คืน เพราะฉะนั้นก็จะให้ยืมเท่าที่เราให้เค้าไปได้แล้วไม่เสียดาย ตั้ง credit limited ให้แต่ละคน ทีนี้ถ้าจะไม่ได้คืนก็ไม่เครียดมาก

กรณีนี้ เราว่าคุณ จขกท ก็ยังไม่เสียอะไร มองว่ายังได้อยู่ เพราะเป็นคนกู้จริง แต่มีชื่อเป็นเจ้าของ คนผ่อนคือแฟน (เข้าใจถูกมั๊ยค่ะ) สมมติต่อไปแฟนส่งค่าผ่อนไม่ไหว แล้วคุณ จขกท ต้องผ่อนต่อจนหมด (ซึ่งก็น่าจะมีกำลังผ่อนอยู่) พอผ่อนจนหมด ก็เป็นสินทรัพย์ของคุณนั่นเอง แต่มีคนช่วยผ่อนระยะแรกให้ หรือถ้าแฟนผ่อนจนหมด คุณ จขกท ก็มีชื่อเป็นเจ้าของอยู่ดี จนกว่าจะโอนกรรมสิทธิ์ให้แฟน

เรามองว่าคุณแฟนของ คุณ จขกท ก็ต้องรักและไว้ใจคุณมากเหมือนกัน คงไม่แพ้กันหรอกค่ะ เพียงแต่เค้าชอบเสี่ยง ชอบลงทุน

เอาอย่างนี้ดีมั๊ยคะ ลองประเมินสถานะการเงินของตัวเองดู ว่าถ้าจะต้องกู้ซื้อบ้านอีกหลังนึง ซึ่งเป็นหลังที่สาม เกิดว่าแฟนไม่สามารถผ่อนต่อได้ ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุอะไร คุณ จขกท สามารถผ่อนเองต่อไหวมั๊ย ถ้าไหวและรักเค้ามาก ก็กู้ ถ้าไม่ไหวแต่รักเค้ามาก ก็กู้ (เพราะถ้าไหวแต่ไม่รักเค้า ก็ไม่รู้จะกู้ไปทำไม) ^ ^ เพราะถึงยังไงคุณจขกท ก็สามารถขายทิ้งได้นี่ค่ะ สมมติซื้อมา สี่ล้าน ราคาตั้ง หกล้าน คุณแฟนผ่อนไปได้ประมาณนึง สมมติ ห้าแสน คุณจขกท ขายไป สามล้านห้า ก็น่าจะไม่ยาก

ทั้งนี้ทั้งนั้น เรารู้รายละเอียดประมาณนึง ตามที่คุณ จขกท บอก ที่เหลือที่ไม่รู้ก็อาจเป็นตัวแปรสำคัญในการตัดสินใจ ยังไงก็ลองพิจารณาดู ถ้าเห็นว่าไม่มีประโยชน์ก็อย่าเอาไปคิดให้เปลืองสมองเลยค่ะ

เอาเป็นว่า ขอเอาใจช่วยแล้วกันนะคะ เพราะคุณจขกท คงต้องมีภาระผูกพันกับคุณแฟนอีกนาน (เพราะผ่อนบ้านตั้งยี่สิบปี) แก่ไปด้วยกันเลยค่า ^ ^