Quote Originally Posted by oatachi View Post
ที่คุณกล่าวมา แทบจะตรงกับความคิดของแฟนผมเลยครับ ว่างานนี้ไม่มีเสีย มีแต่จะได้ เพราะส่วนต่างที่ได้มาก็มาอยู่ อย่างน้อย 2 ล้าน ถ้าผ่อนไม่ไหว ขายไปก็ไม่เจ็บตัวมาก เพราะได้กำไรตั้งแต่ต้น

( เป็นเหตุผลที่แฟนผมยกมาอ้างบ่อยมากครับ )
ขอออกความเห็นในมุมอื่นนะคะ เพราะไม่มีความรู้เรื่องกระบวนการกู้เงิน

คือ มลพยายามอ่านทบทวนหลายรอบแล้ว ในส่วนที่ทำตัวอักษรสีแดงไว้ คิดว่า แฟนของคุณ oatachi ต้องเข้าใจอะไรผิดแน่ๆเลย ที่บอกว่า งานนี้ไม่มีเสีย มีแต่จะได้ เพราะส่วนต่างที่ได้มาก็มาอยู่ อย่างน้อย 2 ล้าน ถ้าผ่อนไม่ไหว ขายไปก็ไม่เจ็บตัวมาก เพราะได้กำไรตั้งแต่ต้น

2 ล้านที่ได้มา จะเป็นกำไรได้ยังไง ในเมื่อวงเงิน 2 ล้านนี้มันคือ เงินที่เราได้มาจาก "การกู้" ไม่ใช่หรอคะ แล้วก็ไม่ใช่ว่าจะได้มาฟรีๆ ดอกเบี้ยก็คำนวนตามวงเงินที่ขอกู้ไป ถ้าขอ 4 ล้าน (เท่ากับราคาบ้าน) ดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายสำหรับการผ่อนชำระต่อเดือน ก็ย่อมต้องน้อยกว่า ยอดเงินกู้ 6 ล้าน แล้วตรงไหนที่เรียกว่า กำไร คะ

แต่ถ้าราคาบ้าน 4 ล้าน ซื้อมาแล้วสามารถขายต่อได้ 6 ล้าน แบบนี้สิ เรียกว่า ได้กำไร 2 ล้าน ลองอธิบายให้คุณแฟนเข้าใจ ในมุมนี้ ดีๆ อีกซักครั้ง ดีกว่ามั้ยคะ เพราะเงินที่เรากู้เกินมา นอกเหนือจากความจำเป็นที่เราต้องใช้ ถึงแม้จะไม่ได้ใช้ แต่ถ้าออกมาจากแบงค์เข้าบัญชีเราแล้ว ดอกเบี้ยก็เริ่มคำนวนตั้งแต่วันนั้นเลยนะคะ แล้วเราจะเพิ่มหนี้สินให้ตัวเองอีกทำไม สู้กู้เท่าที่จำเป็นต้องใช้ไม่ดีกว่าเหรอคะ ภาระการผ่อนชำระต่อเดือน ก็ต่างกันมาก ระหว่างวงเงินกู้ 4 ล้าน กะ 6 ล้านเนี่ย ลองให้เค้าคำนวนรายรับ-รายจ่ายของตัวเองให้ดีๆอีกซักครั้งดีกว่าค่ะ

หรือจะบอกว่า ถ้าผ่อนไม่ไหวก็ขาย >>>> อยากให้คิดเผื่อนิดนึง ว่าบ้านราคา 4 ล้าน อาจจะไม่ได้ขายได้ง่ายๆ เหมือนกับ ขายกระเป๋า หรือ ขายเสื้อผ้า เพราะถ้ามันดีจริงๆอย่างที่แฟนคุณว่า ป่านนี้คงมีนายหน้า หรือ คนอื่นมาซื้อตัดหน้าไปแล้วค่ะ

ส่วนถ้าคิดว่าจะขาย ตอนจะขาย ก็ขึ้นอยู่กับว่าราคาประเมินของที่ดินในโซนนั้นๆ รวมถึงลักษณะของสิ่งปลูกสร้างที่มากะที่ดินนั้นอีก อยากให้คุณ oatachi คิดให้รอบคอบอีกครั้งนะคะ เพราะทุกอย่างมันเป็นชื่อของเรา อย่าบอกว่าไม่รู้เรื่องอะไรเลย เค้า (แฟน, เซลล์, เจ้าของบ้าน) จัดการเองหมด ไม่ได้นะคะ คุณจำเป็นต้องรับรู้ทุกขั้นตอนค่ะ เพราะถ้าเกิดปัญหาอะไร คนที่ต้องรับภาระ ไม่ว่าจะทางธุรกรรม หรือ นิติกรรม ก็คือ คุณ นะคะ ไม่ใช่พวกเค้า แล้วถึงตอนนั้นคุณจะมานั่งปฏิเสธว่าไม่รู้ ไม่เห็น ไม่ได้แล้วค่ะ เพราะทุกอย่างมันมีหลักฐาน ภายใต้ชื่อของคุณหมดเลย

เอาใจช่วยนะคะ เข้าใจว่าคุณ oatachi คงเครียด และกลุ้มใจมาก ยังไงก็พยายามคิดไตร่ตรอง และพยายามยื้อเวลาในการยื่นเรื่องให้ได้นานที่สุดเท่าที่จะได้ทำ เผื่อทางแฟนคุณจะยอมรับฟังเหตุผลบ้าง