สวัสดีค่ะน้อง Keeki นี่พี่หมูน้อยนะคะ ขอแชร์ประสบการณ์ด้วยละกัน ปกติขายของ-ส่งของอยู่ประจำค่าจากเมกา ส่งของมาสามเดือน อาทิตย์ละหน โดนภาษีเกือบทุกรอบ ส่งมาจนถึงวันนี้สิบสองรอบ ไม่โดนรอบเดียว (รอบนั้นเลยให้เพื่อนเอาเงินไปทำบุญซะเลย) พี่เลยตัดปัญหาบวกภาษี เข้าไปด้วยในราคาขายค่ะ ไม่งั้นขาดทุนย่อยยับ เนื่องจากพอจะรู้เรตที่ศุลากากรคิดได้อย่างคร่าวๆ ถามว่าได้กำไรมั้ย ถ้าได้ก็ไม่เคยเกินห้าร้อยบาท นะคะ นั่นคือต่อของทั้งลอต สิบกว่าชิ้น ไม่ใช่ต่อชิ้น ส่วนกรณีของหนูที่ส่งของมาชิ้นเดียว ส่งให้ลูกค้าโดยตรง พี่ว่าให้ตกลงกับลูกค้าเป็นรายๆ ไปดีกว่าค่ะ บางคนอยากเสี่ยงวัดดวง ก้อเลือกแบบแรก แต่ถ้าเอาความสบายใจก้อเลือกแบบที่สอง สำหรับเรต custom fee อ้างอิงจากเวปของกรมศุลากากร เช็คครั้งล่าสุด เมื่อเกือบสองเดือนที่แล้ว อยู่ที่ 40% ของ declared value+ shipping fee นะคะ ตัวอย่างเช่น Keeki แจ้งราคาที่ $100 + ค่าส่ง $50 ค่าธรรมเนียมเรียกเก็บอยู่ที่ $60 แต่ไม่ใช่เท่านี้เปะๆ นะคะ บางครั้งมากกว่านี้ บางครั้งถูกกว่านี้ แล้วแต่ดวงจริงๆ ส่งของแต่ละที ลุ้นสุดตัว ยังไงก็โชคดีละกันค่ะ เพราะถ้าส่งมาจากที่อื่น ที่ไม่ใช่เมกา ได้ข่าวว่าไม่เข้มงวดเท่า
จากที่เคยประสบด้วยตัวเองนะคะ ชอบสั่งซื้อของที่เมกา แล้วให้ส่งไปบ้านญาติ แล้วให้ญาติส่งต่อมาอีกที ส่งมาบ่อย ตามที่อยู่เดิมๆมักจะโดนภาษีค่ะ ล๊อตช่วงนั้นโดนประจำค่ะ พอทิ้งห่าง นานๆส่งมาที ก็ไม่โดนค่ะ
ถ้าคุณ Keeki จะขายเป็นเรื่องเป็นราว ก็คงต้องรวมภาษีไว้ด้วยเลย อย่างที่คุณหมูน้อยแนะนำ เพราะต้องส่งมาให้คนที่เมืองไทยกระจายของให้ แล้วแบบนี้ก็ไม่เสี่ยงกับโดนลูกค้าต่อว่า หรือลูกค้าได้รับแล้ว แต่บอกว่าไม่ได้รับ
แต่ถ้าไม่ได้ขายแบบเป็นเรื่องเป็นราว ก็ขายตามราคาที่เราจะขายจริงๆ แล้วก็แจ้งลูกค้าไว้เลยค่ะ ว่าอาจโดนภาษี ยิ่งลูกค้าชอบมีสั่งแบบนี้ด้วย ยิ่งเสี่ยงต่อการโดนภาษีน่ะค่ะ
ไม่ขายเป็นเรื่องเป็นราวอ่ะค่ะ ขายแค่ของตัวเองที่ไม่ได้ใช้แล้วอ่ะจ้ะ เอาไว้ไปคิดดูนะคะ ขอบคุณสำหรับคำตอบนะจ๊ะ
แล้วเรื่องของหายอ่ะ จริงๆแล้วมันยากมากเลยนะคะ ลุกค้าโกหกว่าไมได้อ่ะเป็นไปได้มากกว่าค่ะ ยังไงตามได้ค่ะ เพราะเค้าต้องมี record แต่ใช้เวลานานมากกกกกก แบบสามเดือนไม่จบ ลากกันไปค่ะ
"P u r s e A d d i c t i o n
"
ในฐานะ คนขาย ถ้าเป็นเรา เลือกแบบที่ 1 คะ
แต่ถ้าในฐานะ คนซื้อ เลือกแบบที่ 2
ความเห็นส่วนตัวคือ ยอมจ่ายมากหน่อย แต่ไม่อยากรับผิดชอบเรื่องภาษีคะ ปวดหัววววววววววว
if I'm in US (and UK sometimes), I would go for the second choice. All inclusive is the best. U always get charged by the custom. Even my friend's uni sent him just a diploma in frame, no commercial value. The custom charged him 300 bahts sth...around 40% of the shipping fee. Idiot sud sud.
But as I'm in Europe, I would go for the first choice na...cos i rarely (actually never) get charged by the custom ah.
hunting for YSL downtown black patent !!!
เลือกข้อ 2 งับบบ
เอาแบบความคิดกิ๊ฟเลยนะ ถ้ากิ๊ฟซื้อก็คือจ่ายครั้งเดียวจบเลย แบบว่าสะดวกๆ
อาจจะแพงกว่าหน่อยแต่ก้อง่ายดีสะดวกทั้งคนซื้อ คนขาย $$$
+++++++++++++++++
++ออนทั้งวันแต่อยู่ไม่ทั้งวัน++
55+Catไม่อยู่Ratร่าเริง
โดยแทงข้างหลัง..ฉึกๆ
.....แอบ รัก Balen.....
มองในแง่คนซื้อเราจะมองว่าราคาที่จ่ายก็อยากให้จบที่ตรงนั้นน่ะค่ะ
ไม่อยากต้องมาเสียนู่น เสียนี่เพิ่มอีก
แต่มองในแง่คนขายวิธีนี้ก็อาจจะยากนิดนึง ที่จะต้องโอนเงินคืนค่าภาษีหรือว่าอะไรอีกหลายขั้นตอน
ยังไงก็ตกลงกันเป็นรายๆไปดีกว่าน่ะค่ะ จะได้แน่ใจทั้งสองฝ่าย
- -Happy New Year ...... ขอให้มีความสุขกันนะคะ--
เมื่อโดนโกงในการซื้อขายทางอินเตอร์เน็ต ทำอย่างไร? มีวิธีค่ะ < < คลิ๊กๆๆค่ะ
เราว่าเรื่องภาษีนี่อยู่เหนือการควบคุมของแม่ค้าจริง ๆ ค่ะ บางทีก็โดน บางทีก็ไม่โดน แล้วแต่วิจารณญาณของเจ้าหน้าที่แต่ละคนจริง ๆ ทีนี้ความเห็นเราว่า น่าจะแจ้งลูกค้าไปเลยว่าเรื่องภาษีถ้าเกิดโดนขึ้นมา จะเป็นหน้าที่ลูกค้าที่ต้องรับผิดชอบ (เหมือนกรณีขายทางอีเบย์ ที่ทางผู้ขายส่วนมากเลยจะแจ้งไว้เลยว่า จะไม่รับผิดชอบส่วนนี้) หากจะให้ช่วยลงว่าเป็น gift นี่ช่วยได้น่ะค่ะ แต่จะให้โกหกเรื่องมูลค่าของมั้ยอันนี้ก็แล้วแต่คนขายอีกว่าจะทำหรือไม่ (แต่เราทำนะคะ เพื่อช่วยลดโอกาสโดนภาษีให้ลูกค้า หรือในกรณีโดนก็อาจจะโดนน้อยหน่อย (รึเปล่า) ในกรณีที่เค้าขอให้ลงจำนวนน้อย ๆ เราคิดว่ามันไม่ได้มีผลกระทบกับเรา ก็เลยช่วยไป)
แม่รักน้องครีมที่สุดในโลกเล้ยยย เป็นเด็กดี เติบโต แข็งแรงนะคะ