"The most beautiful wedding of the year" บทความเมื่อปี 2008 เดือน7 วันที่14 ของคุณ Natayaa

"The most beautiful wedding of the year" บทความเมื่อปี 2008 เดือน7 วันที่14 ของคุณ Natayaa

กระทู้แนะนำจากผู้สนับสนุนชุมชน
{rsaa.title}
โดย {rsaa.content_owner}
HOT
HITS
NEW
{rsaa.replycount}
{rsaa.thankslike_count}
{rsaa.views}
  1. Siambrandname Webmaster
    Siambrandname Webmaster
    ได้อ่านบทความแปลนี้จากเว็บบล๊อกของคุณ Natayaa ถึงแม้จะเป็นเรื่องราวเมื่อปี 2008 ก็อยากนำมาลงเก็บไว้ ณ ที่แห่งนี้ เพื่อให้เพื่อนๆได้อ่าน และให้ชุมชนแห่งนี้ได้มีส่วนร่วมในการจัดเก็บเรื่องราวที่เป็นอนุสรณ์ของความรักของมนุษย์

    เพื่อนสมาชิกสามารถเข้าไปอ่านต้นฉบับเพื่อแสดงความขอบคุณต่อคุณ Natayaa ที่ได้อุตสาหะแปลบทความ จัดเก็บและถ่ายทอดเรื่องราวที่ดีนี้ได้ ในบล๊อก Natayaa; The most beautiful wedding of the year







    The most beautiful wedding of the year
    as scarred soldier marries his sweetheart


    เป็นชื่อข่าว..เรื่องราวจากหนังสือพิมพ์ เดลี่เมลล์
    ที่แปลได้ว่า งานแต่งงานที่งดงามที่สุดในรอบปี
    ระหว่างทหารหนุ่ม(ผู้เสียโฉม)กับหวานใจของเขา





    Forget spoilt footballers and minor Royals.
    Yesterday, Miss Michelle Clifford married
    Lance-Corporal Martyn Compton.
    ลืมเรื่องของพวกนักฟุตบอลดังๆ และพวกไฮโซ
    ทั้งหลาย กันไปก่อน แล้วหันมาดูเรื่องราว
    ของมิเชล คลิฟฟอร์ด ที่ได้เข้าพิธีแต่งงาน
    กับสิบตรี มาร์ติน คอมป์ตัน เมื่อวานนี้กันดีกว่า

    เพราะว่า มันเป็นเรื่องราวที่สร้างสรรค์โลกใบนี้
    ให้ดูสวยงาม กว่าเรื่องพวกนั้นเยอะเลย....





    And the terrible injuries he suffered
    in Afghanistan could not diminish
    the towering, inspirational love they share

    ก็ขนาดว่า อาการบาดเจ็บสาหัสของสิบตรีมาร์ติน
    ที่เป็นผลพวงมาจากการรบที่อัฟริกานิสถาน
    ก็ยังไม่สามารถทำให้ความรักที่เต็มไปด้วย
    แรงบันดาลใจอันสูงส่ง ของพวกเขา
    ทั้งสองคน จะลดน้อยถอยลงไปได้เลย






    ย้อนไปเมื่อสองปีก่อน ชีวิตรักของทั้งคู่เกือบล่มสลาย
    เมื่อสิบตรีมาร์ตินได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการรบ
    ในอัฟริกานิสถานจนเกือบเสียชีวิต แต่โชคดีที่รอดมาได้
    แต่เขาก็ไม่สามารถกลับมาเป็นมาร์ตินคนเก่าได้อีกต่อไปแล้ว



    เพราะการบาดเจ็บครั้งนี้ ทำให้เกิดบาดแผลไฟไหม้
    เกือบทั่วตัว โดยเฉพาะใบหน้า ทำให้เสียโฉม
    เป็นอย่างมาก นอกจากนี้เขายังต้องสูญเสียใบหู
    ไปอีกด้วย ส่วนขาและแขน ก็ใช้งานไม่คล่อง
    เพราะมีกระสุนฝังในอยู่ ในวันนั้นเขาต้องรักษา
    อาการขั้นโคม่านี้อยู่เป็นเวลาถึงสามเดือน
    จึงค่อยมีสติฟื้นคืนขึ้นมาได้อีกครั้ง




    และเหตุการณ์นี้...ในวันนั้น ได้กลายเป็น
    ข่าวใหญ่ไปทั่วโลก เพื่อเตือนสติรัฐบาลอังกฤษ
    (และรัฐบาลบ้าเลือดทั้งหลาย) ว่า การส่งพลทหาร
    ไปรบในตะวันออกกลางนั้น เป็นการสูญเสีย
    ในทุกๆ ด้านไม่ว่าจะเป็น ด้านกำลังพล
    ด้านจิตใจของครอบครัวทหาร และประชาชน
    รวมถึงงบประมาณต่างๆ ในการทดแทน และ
    การรักษาอาการบาดเจ็บของเหล่าทหารทั้งหลายนี้อีกด้วย




    ช่วงสองปีที่แล้ว สื่อทั้งหลายตีข่าวของมาร์ติน
    เพื่อกระตุ้นและเรียกร้องให้รัฐบาลอังกฤษ
    ยุติการส่งทหารไปรบในตะวันออกกลางเสีย






    จนเจ้าฟ้าชายวิลเลี่ยมส์ ซึ่งทรงเป็นเพื่อนทหาร
    กับมาร์ตินถึงกับกระเซ้าเย้าแหย่มาร์ตินว่า
    เขาทำท่าจะดังไปกว่าเจ้าชายเสียแล้ว
    เพราะตกเป็นข่าวบนหน้าหนังสือพิมพ์ทุกวัน







    และเมื่อวานนี้ วันที่ 12 กรกฎาคม 2551
    เขาก็ตกเป็นข่าวอีกครั้งหนึ่ง เมื่อเขาได้เข้าพิธีวิวาห์
    กับคุณครูสาว นามว่า มิเชล หวานใจของเขา
    ที่รักกันมาก่อนหน้า....ที่เขาจะต้องไปออกรบ



    เป็นอีกเรื่องราวดีๆ ที่ทำให้ใครมากมาย
    ซึ้งใจในความรักแท้ของสาวมิเชล


    มิเชลกล่าวว่า มีใครหลายคนคิดว่า..เธอช่าง
    เข้มแข็ง และมั่นคงกับคนรักที่หน้าตา
    และร่างกายเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง


    แต่สำหรับเธอ เธอคิดว่า มันไม่จำเป็น
    ที่จะต้องสร้างความเข้มแข็ง หรือความมั่นคง
    อะไรเพิ่มขึ้น หลังจากที่เขาเปลี่ยนไปเป็นแบบนี้




    เพียงแค่เธอรู้สึกว่า ทุกสิ่งในตัวมาร์ติน
    ที่ทำให้เธอตกหลุมรักเขานั้น เธอก็ยังคงสัมผัส
    และมองเห็นได้ด้วยตาและใจ ในร่างกายที่พิการ
    และเสียโฉมนี้.....ได้อย่างไม่ยากเย็นเลย


    ทุกครั้งที่เธอดูแลพามาร์ตินไปไหนมาไหน
    แล้วมีเด็กๆ มาจ้องหน้าเขา และเห็นเขา
    เป็นตัวประหลาด เธอจะไม่ถือสาอะไร
    เพราะถือว่าเด็กๆ ยังไร้เดียงสา เกินกว่า
    จะเข้าใจอะไรได้ แต่หากว่าเป็นพวกผู้ใหญ่
    จ้องมองมาร์ตินมาแบบนั้น เธอจะไม่ยอม
    และจะจ้องมองกลับไป ให้คนคนนั้นได้รู้ว่า
    เขาก็ยังเป็นคนเช่นเดียวกับพวกเราเหมือนกัน







    ส่วนมาร์ติน เขาบอกว่า มิเชลนั้นเธอเป็น
    ที่เป็นที่ยึดเหนี่ยวที่เข้มแข็งดุจหินผาของเขา
    ทำให้เขามีกำลังใจ และรอดชีวิตมาได้จนทุกวันนี้



    ตลอดเวลาที่นอนบาดเจ็บสาหัสอยู่นั้น
    มิเชลคือคนที่ดูแล ป้อนข้าว ป้อนน้ำ
    แม้กระทั่ง ทำความสะอาดร่างกาย
    และแปรงฟันให้เขา ทำให้เขาไม่มี
    วันที่จะลืมผู้หญิงคนนี้ไปได้เลย





    His injuries won’t prevent the couple
    having children, and they plan to start
    a family as soon as possible.
    ‘Of course it was difficult to have
    a physical relationship at first,’

    โชคดีที่การได้รับบาดเจ็บครั้งนี้ของมาร์ติน
    ไม่ได้เป็นอุปสรรคในการมีลูก ดังนั้นพวกเขาจึง
    วางแผนที่จะสร้างครอบครัวด้วยการมีตัวน้อยๆ
    ทันทีที่พวกเขาพร้อม และแน่นอนที่ว่า มันคงไม่ง่ายนัก
    สำหรับการเริ่มต้นมีความสัมพันธ์กันทางด้านร่างกาย



    Michelle explains.
    ‘But we learned to take things slowly.
    Cuddles counted for a lot.
    I can touch and hold him just
    as I did before. I think what
    we have been through takes
    a relationship to a whole new level.
    It goes beyond sexual attraction.

    แต่มิเชลก็บอกไว้ว่า พวกเขาคงค่อยๆ เป็น ค่อยๆไป
    แค่การกอดกันอุ่นๆ นั้น มันก็ดูมีความหมายมากมายแล้ว
    ไม่ว่าจะอย่างไร เธอก็ยังคงสามารถสัมผัส และโอบกอด
    เขาได้เหมือนเช่นที่เคยทำมาก่อนหน้าที่มาร์ตินจะเสียโฉม
    เธอคิดว่า...การที่เธอและมาร์ตินผ่านอะไรต่อมิอะไร
    มาได้จนวันนี้ ถือว่าเป็นการเลื่อนขั้นความสัมพันธ์
    ของเขาและเธอขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง ซึ่งมีความหมาย
    มากกว่า แค่เรื่อง...ความพึงใจภายนอกไปเสียแล้ว









    ‘Now we’ve discovered so much more
    about each other. We’ve proved it’s true love.’
    และเขาทั้งสองได้ตระหนักแล้วว่า
    เขามีค่าซึ่งกันและกันมากมายขนาดไหน
    และพิสูจน์ใจกันได้แล้วว่า นี่คือ รักแท้




    ก็ขออวยพรให้ทั้งคู่มีความสุขในชีวิตคู่ตลอดไปแล้วกันนะคะ
    พอดีไปอ่านเจอเมื่อวานนี้ เลยเอามาแปลเสียหน่อย
    กะว่าจะแปลไว้ประท้วงพวกทำสงคราม แต่ไหง
    กลายมาเป็นเรื่องรักโรแมนติค..ซะขนาดนี้หนอ


    ขอบคุณเรื่องราวและภาพจากเดลี่ เมลล์มา ณ ที่นี้ด้วยค่ะ
    Thanks to Daily Mail the uk for a story and all pictures.




    ขอบคุณคุณ Natayaa เจ้าของบทความจาก บล๊อก Natayaa อีกครั้ง และ
    ขอบคุณเพื่อนสมาชิกที่ร่วมสร้างสรรค์แบ่งปันสาระเก็บไว้ให้ในชุมชนแห่งนี้
  2. bookerian
    bookerian
    อ่านแล้ว ทั้งยิ้ม ทั้งจุก ค่ะ สงครามได้เกือบทุกอย่าง แต่ทำลายหัวใจรักไม่ได้
    เห็นหน้าเจ้าสาวดูมีความสุขมากๆ ^^
    ชอบประโยคนี้มากๆ ค่ะ

    เพียงแค่เธอรู้สึกว่า ทุกสิ่งในตัวมาร์ติน
    ที่ทำให้เธอตกหลุมรักเขานั้น เธอก็ยังคงสัมผัส
    และมองเห็นได้ด้วยตาและใจ ในร่างกายที่พิการ
    และเสียโฉมนี้.....ได้อย่างไม่ยากเย็นเลย

    ขอบคุณ จขกท ค่ะที่นำมาให้อ่าน และขอบคุณคุณคุณ Natayaa (เดี๋ยวตามไปขอบคุณที่บล็อกด้วยค่ะ)
  3. iDnOuSe4
    iDnOuSe4
    เอ่อ ก่อนอื่นต้องขอบคุณ WM ที่นำเรื่องราว"ความรัก" มาให้อ่าน
    และคุณ-Natayaa เจ้าของบทความจาก บล๊อก Natayaa อีกครั้ง-
    อ่านแล้วรูสึก ใจสั่นๆ
    เหตุการณ์ที่พวกเขาได้รับ หากลองเป็นเรา ก็ไม่รู้ว่าจะสู้ได้เท่าเขาหรือป่าว

    ส่วนตัวแล้วชอบข้อความของคุณผู้หญิงที่พูดว่า
    และเธอสรุปไว้อย่างน่าประทับใจว่า...."ฉันก็แค่หลงรักผู้ชายคนนี้ที่หัวใจ ไม่ใช่รูปลักษณ์ภายนอก ก็เท่านั้นเอง"




    "ต่อให้ร่างกายและใบหน้าเขาจะเปลี่ยนไปขนาดไหน แต่ถ้าเขายังเป็นมาร์ตินคนเดิม ผู้ที่ทำให้ฉันตกหลุมรักเขา.... ฉันก็ไม่มีวันที่จะหมดรักเขาไปได้ และไม่มีวันที่จะทิ้งเขาไปไหนโดยเด็ดขาด"
    สุดท้ายขอบคุณ WM และเพื่อนสมาชิกที่เข้ามาในกรุ๊ปนี้นะครับ
    หลังจากที่ไม่ได้รับผิดชอบกลุ่มนี้มานานมาก
Results 1 to 3 of 3