ทำไม pm 2.5 จึงทำให้เรา มีโอกาส ไอเป็นเลือด

ทำไม pm 2.5 จึงทำให้เรา มีโอกาส ไอเป็นเลือด

กระทู้แนะนำจากผู้สนับสนุนชุมชน
{rsaa.title}
โดย {rsaa.content_owner}
HOT
HITS
NEW
{rsaa.replycount}
{rsaa.thankslike_count}
{rsaa.views}
  1. bit
    bit
    



    ทำไม PM 2.5 จึงทำให้เรา มีโอกาส ไอเป็นเลือด

    ฝุ่นเหรอ ? ข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ น่ากลัวกว่าที่คุณคิด....







    ตอนนี้คงไม่ต้องบอกว่าอากาศกรุงเทพและ ปริมณฑล อันตรายขนาดไหน






    ขอบคุณรูปจาก เพจ We need fresh air
    ลิงค์ https://goo.gl/h3TDfM



    คนป่วยมากขึ้นรายวัน ใครเดินออกไป แบบไม่ป้องกันด้วยหน้ากากอย่างพอเพียง
    ไม่นานจะเริ่มป่วย แสบคอ แสบจมูก เคืองตา ไอ จาม แน่นหน้าอก
    และ เลือดออกจมูก ออกปาก...

    ...พอหนักเข้า ไปเอกซเรย์ปอดจะเริ่มเห็นจุดขาวๆ .. นั่นคือปอดคุณเริ่มไปละ และนั่นคือจุดเริ่มต้นของสัญญาณอันตรายถึงชีวิต

    ซึ่งทั้งหมดนี้ มันเป็นเรื่องธรรมดาของ "ฝุ่นเยอะ" เหรอ?

    หลายคนบอก บ้านเคยอยู่ติดถนนดินลูกรัง ฝุ่นฟุ้ง ยังไม่เคย ไอเป็นเลือดแบบนี้
    เด็กๆ คลุกดินคลุกฝุ่น เคยไหมเลือดออกจมูกออกปาก

    ทำไมไม่มีใครบอกความจริงพวกเรา...ว่า


    ก็เพราะมันไม่ใช่แค่ "ฝุ่น"

    แต่เพราะความจริง มันคือ "ก้อน ซาก พิษ โลหะหนัก ที่ขนาดเครื่องยนต์ยังต้องขับออก คายทิ้ง"

    พิษโลหะหนัก ที่เป็นพิษที่น่ากลัวที่สุดอย่างหนึ่งของมนุษย์ ที่อนุภาคเล็กจิ๋ว แต่อนุภาพการทำลายล้างร่างกายมนุษย์สูงสุดๆ

    ถ้านึกถึงภัยของโลหะหนักขนาดเล็กไม่ออก ให้เปรียบเปรยถึง เหยื่อสงครามระเบิดนิวเคลียร์ กลุ่มที่โดนแค่การปนเปื้อนกัมมันตภาพรังสี หรือ ชาวเวียตนามที่โดนฝนเหลืองแบบผิวๆ แต่เลือดออกจากอวัยวะต่างๆของร่างกาย เสียหายไปทุกระบบ ไปจนถึงพิกลพิการกันข้ามเจนเนอเรชั่น

    ความน่ากลัวที่เหมือนกันคือ มองไม่เห็น สัมผัสแต่น้อย พิษภัยซึมลึก และ ยาวนาน

    นั่นแหละ มันคือพิษโลหะหนัก ... แต่ไม่มีใครอยากสาธยายให้เราฟัง อย่างชัดแจ้ง
    เพราะในเมื่อโลกนี้คือ โลกทุนนิยม โลกที่ยังนิยมทุน มากกว่าสุขภาพของผู้คน และ ชีวิตอื่นๆที่อยู่ร่วมด้วย


    ก้อนโลหะหนักพิษอนุภาคจิ๋วที่เรียกกันสวยๆว่าฝุ่น PM2.5 จึงเป็นทางออกให้บอกความจริงๆกันผิวๆ ว่าตอนนี้เรามีปัญหา

    แต่ ...งานวิจัย Journal วิชาการต่างประเทศ มากมาย พยายามชี้ชัด ว่าองค์ประกอบ ของ PM2.5 นั้น ประกอบด้วย โลหะหนักเต็มๆ ล้นๆ
    เมื่อมันเยอะ มันจึงอันตรายต่อชีวิต ไม่ใช่แค่ฝุ่นขนาดเล็กเฉยๆอย่างที่เราๆเข้าใจกัน


    (ใครอยากอ่านงานวิจัยต่างประเทศที่เค้าวิจัยกันมานานถึงพิษภัยของ pm2.5 คลิกลิงค์ อ้างอิงด้านล่างได้)

    ดังนั้น ที่คุณไอ จนมีเลือดออกมา... มันจึง ไม่ใช่เพราะฝุ่นมันเข้าจมูกเข้าคอ

    แต่เพราะมันคือก้อน สารหนู แคดเมี่ยม ซีลีเนี่ยม ตะกั่ว ปรอท โครเมี่ยม เหล็ก และ อื่นๆ นานา ที่ลอยฟุ้งมาในอากาศ มาเข้าจมูก เข้าปาก เข้าปอด และด้วยขนาดจิ๋วของมัน มันจึงเกาะแน่น ฝังลึก อยู่ทุกทาง ทุกที่ในร่างกายที่มันผ่านไปจนถึงสมอง และ ฝังตัวอยู่อย่างนั้น และค่อยๆปล่อยพิษออกมาทำลายอวัยวะนั้น และนี่คือที่มาว่าทำไม แค่ฝุ่นทำให้เลือดออกปาก ก็เพราะมันคือแคดเมี่ยม สารหนู และอื่นๆที่ฝังตัวอยู่ และกำลังปล่อยพิษใส่ร่างกายคุณอยู่ต่างหาก








    มีการนำ PM2.5 ที่ตรวจพบในไทย ไปวิเคราะห์หาองค์ประกอบ พบว่า ที่เกินมาตรฐานที่สุด คือ แคดเมี่ยม ค่ามาตรฐานต้องไม่เกิน 4.16 แต่วัดได้ถึง 19.8 นาโนกรัมต่อลูกบาศก์

    ขอบคุณรูปจาก ข่าว "นิด้า พบ “ธาตุก่อมะเร็ง” ในฝุ่นละออง PM 2.5 ในระดับต้องเฝ้าระวัง" นำเสนอโดย PPTV
    ลิงค์ https://goo.gl/6QSPrL



    และ เจ้าสารพิษเหล่านั้น นับเป็นขยะโลหะหนักพิษ ที่โรงงาน และ ยานพาหนะ ยังต้องคัดออกและคายทิ้ง เพื่อให้ระบบไปต่อได้... แต่ร่างกายเรากลับต้อง "รับมันเข้ามาอยู่ในปอด" ในจมูก ปาก ในสมอง ในทุกส่วนของร่างกาย อย่างไม่สามารถสลัดมันออกไปได้

    จนพอกพูนสะสม... เริ่มน้ำมูกน้ำตาไหล เริ่มกลายเป็นเสมหะ เพราะร่างกายพยายามขับออก และ หล่อลื่น อาการแห้งผาก แต่เมื่อเจ้าก้อนพิษนั่นยังอยู่ มันจึงเริ่มทำลาย เนิ้อเยื่ออ่อน ให้พัง จนเลือดเริ่มไหล เริ่มหายใจไม่ได้ ซึ่งนี่คือสิ่งที่เรามองเห็น และรู้สึก แต่ดังที่กล่าวไปข้างต้น ว่าแท้จริงแล้ว โลหะหนัก มันคือภัยเงียบที่น่ากลัวยิ่งกว่านั้น เพราะแท้จริงแล้ว ถ้าคุณเริ่มรู้สึกได้ แสดงว่าจริงๆ มันได้ลามไปทำลายร่างกายระบบอื่นๆ ไปเรียบร้อยแล้ว แม้ว่าเรายังไม่สามารถรู้สึกได้ ณเดี๋ยวนั้น แต่มันกำลังเริ่มสะสมเป็นโรคร้ายให้คุณอย่างถาวร จนรวมไปถึงความพิกลพิการ ให้แก่ลูกหลาน อย่างเอากลับคืนมาเหมือนเดิมไม่ได้


    (ดูเพิ่มเติมได้จากสารคดีสั้นจาก Unicef ในอ้างอิงด้านล่างเรื่องภัยของ PM2.5 ว่าทำลายทั้งร่างกายและสมอง ทั้งทันที และ ถาวร ระยะยาว)

    (ตัวอย่าง : สารหนู แคดเมียม เมื่อรับเข้าไปไม่กี่ชั่วโมง จะเริ่มคอแห้ง จมูกแห้ง ไอ แน่นหน้าอก ทำลายระบบหายใจ ปละประสาทตามลำดับและ สารโลหะหนักอื่นๆ ก็มีพิษในอีกหลายรูปแบบ เช่นกัน)


    นั่นจึงเป็นสาเหต ให้ชาติที่เจริญแล้ว พยายามอย่างยิ่ง ที่จะ "ไม่ให้มี อนุภาค PM2.5 เกินมาตรฐานโดยเด็ดขาด" "เพราะมันเป็นภัยที่อันตรายถึงชีวิต ทั้งระยะสั้นและ ระยะยาว"

    หมายเหตุ ค่าดัชนีที่ใช้วัดในประเทศเรา ยอมให้ตัวเลขสูงกว่าในประเทศที่เจริญ ถึงสองเท่า !!!! สูงกว่าสองเท่าแล้ว ยังเกินอีก แม่เจ้า !!!!

    ลองดูภาพประกอบด้านล่าง แถบเขียวคือ ค่ามาตรฐานโดย WHO ว่าห้ามเกินนี้ ส่วนแถบ ส้มจางๆขวามือ คือ ค่ามาตรฐานของไทยเรา ซึ่งสูงกว่าค่าของ WHO สองเท่าตัว แต่ตอนนี้ประเทศเรายังมี PM2.5 สูงเกินค่ามาตรฐานของตัวเองที่ปกติก็สูงลิบ จึงไม่รู้จะบรรยายถึงความอันตรายยังไงเลย ว่ามันเลยคำว่าปลอดภัยมานาน และเข้าโซนอันตราย จนถึงวิกฤติแล้ว


    ข้อมูลอ้างอิง



    ขอบคุณรูปจาก ข่าว "ตกมาตรฐานโลก ผ่านมาตรฐานไทย! สุดมึน ไฉนค่าวัดฝุ่นละออง PM2.5 ไม่เท่ากัน?" หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
    ลิงค์ https://goo.gl/QQaebe
    แล้วเรา ทำอย่างไร เมื่อเรายังต้องอยู่ที่นี่

    อย่างแรก คือ หากมีอาการดังกล่าว ให้หลีกเลี่ยง และ ยอมทน ใส่หน้ากากที่กัน อนุภาค PM2.5 ได้ แม้มันจะหายใจยากก็ตาม อยู่ในอาคารปิด และ เปิดเครื่องฟอกอากาศ และหมั่นตรวจเช็คไส้กรอง เพราะสภาวะแวดล้อมเป็นพิษเช่นนี้ ไส้กรองจะเสื่อมไวขึ้นหลายเท่านัก แต่เท่านี้ก็คือกันได้แค่ระดับหนึ่ง เพราะอนุภาคมันเล็กจนเล็ดลอดเข้าร่างกาย และฟุ้งทั่วไปทุกที่ที่เราอาศัย แม้เราจะปิดหน้าต่างและเปิดเครื่องฟอกอากาศก็ตาม

    นั่นเป็นเหตุผล ที่ต้องทานคลอเรลล่าทุกวัน โดยเฉพาะในช่วงนี้ เพิ่มโดสเข้าไปหน่อย... เพราะพิษที่เล็ดลอดเข้าไป มันจะฝังตัวอยู่ตามส่วนต่างๆของอวัยวะภายใน และเริ่มทำลาย โดยที่ร่างกายขับออกเองไม่ได้ แต่คลอเรลล่าเป็นอาหารอย่างเดียว ที่โลกบันทึกไว้เสมอว่า ช่วยมนุษย์ ทุกครา ที่โดนภัยจากพิษโลหะหนัก

    ไม่ว่าจะช่วยชาวญี่ปุ่นทั้งชาติ แบบที่ชาวญี่ปุ่นเองต้องจารึกไว้ ว่าคลอเรลล่าช่วยกู้ชาติเค้าจากวิกฤตโรคอิไตอิไต 1912 (โรคจากแคดเมี่ยมรั่วไหล) Nihon Eiseigaku Zasshi. 1975 Apr;30(1):77 หรือ ตอนแม้แต่ตอนที่เกิดวิกฤติกัมมันตภาพรังสีเชอโนบิลในโซเวียต

    ที่ทำให้ผู้คนป่วยกันจนทุกวันนี้ เนื่องจากพิษโลหะหนักนั้น ฝังแน่นฝังนานในตัวมนุษย์ จนเป็นต้นเหตของโรคร้ายนานาชนิด อย่างที่ไม่มีอะไร ขับพิษนี้ออกได้

    นอกจาก คลอเรลล่า ที่กลไกธรรมชาติ ของมัน ดูดจับโลหะหนักได้ด้วยตัวเอง จนหลายครั้งที่หนังสือทั่วโลกเรียกว่า เป็นน้ำพุแห่งความเยาววัย เพราะเมื่อเอาพิษออก ความอ่อนเยาว์ก็กลับคืนมาได้

    หากอยากอ่านเพิ่มเติม ลองค้นภาษาอังกฤษด้วยคำว่า Chlorella detox heavy metal จะเจองานวิจัยต่างชาติมากมายตั้งแต่อดีตย้อนไปเกือบร้อยปี จนปัจจุบัน

    แต่ก็จงระวังคลอเรลล่าที่ปนเปื้อน กินไปกินมา จะกลายเป็นได้พิษแทนหากไปเจอยี่ห้อที่ไม่ปลอดภัยจริง
    (ทำไมต้องคลอเรลล่าของเฟบิโก้เท่านั้น https://goo.gl/kSR4Bw)

    อย่างที่สอง เมื่อเรารักษา เฉพาะหน้า และ เอาพิษออกด้วยกลไกธรรมชาติแล้ว ต่อมาจึงเป็นการป้องกัน เพื่อไม่ให้เราต้องกลับไปอยู่ในสภาพ พิษโลหะหนักเกาะกินในร่างกายจนเลือดออกปากออกจมูก

    นั่นก็คือ ปลูกต้นไม้ที่ดูดซับ CO2 และ ก๊าซพิษต่างๆ เพิ่มให้แน่นๆ อยากรู้ค้นหาเพิ่มเติมเป็นภาษาอังกฤษ มีงานวิจัยเพียบ ตั้งแต่ NASA ยันท้องถิ่นเลยทีเดียว


    วันนี้จึงขอจบเพียงเท่านี้ และ ขอให้ทุกคนมีปอดที่บริสุทธิ์สะอาด ปลอดภัยจากโลหะหนัก

    .... และ ทิ้งท้ายไว้สั้นๆอีกครั้ง ว่า เพราะ pm2.5 มันไม่ใช่แค่ฝุ่น.. แต่มันเป็นซาก ขยะพิษ ที่เครื่องยนต์ยังต้องขับทิ้ง แต่กลับมาอยู่ในร่างกายเรา

    ...แต่เราจะผ่านมันไปได้ด้วยกัน ให้ได้

    ขอให้ผู้อ่านทุกคนโชคดี และ ปลอดภัย อย่าตื่นตระหนก

    แต่ไม่ละเลยที่จะดูแลป้องกันตัวเองอย่างมีสติ

    ................................






    งานวิจัยต่างประเทศที่เค้าวิจัยกันมานานถึงพิษภัยของ PM2.5


    https://pdfs.semanticscholar.org/ba0...44d8f06573.pdf

    https://asia.nikkei.com/Business/Sci...koz7YKEcrrpaJU

    https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/art...VyHzO-z-z_o-Kk

    https://www.tandfonline.com/doi/abs/...iixjobTALfQCYs

    ภัยของ PM 2.5 ทำไมเด็กกับคนชรา ยิ่งเป็นกลุ่มเสี่ยง มาดูกันว่า PM2.5 ทำลายร่างกายเรายังไง
    สารคดีสั้นจาก องค์กร Unicef



    Contented by sbntown @ Sbntown
  2. bit
    bit
    ไม่ใช่แค่ กรุงเทพฯ และ ปริมมณฑล แล้วนะ


    สถานการณ์การแพร่กระจายของ อนุภาค PM 2.5 ในประเทศไทย และ ข้างเคียง



    ขอบคุณรูปจาก เพจ Greenpeace Thiland
    ลิงค์ https://goo.gl/W8Exif




    ขอให้ทุกคน ไม่ละเลยที่จะดูแลป้องกันตัวเองอย่างมีสติ

  3. bit
    bit
    จากที่เพื่อนๆ สรุปไว้ ด้านใต้นี้ ขออนุญาตนำมาแปะตรงนี้ ให้ได้ทราบทั่วกัน

    จากบทความที่ได้อ่านสรุปเป็น 6 ประเด็นได้ว่า

    1. มีโอกาสไอเป็นเลือดเพราะว่า

    เพราะ "สิ่งที่เราเรียกว่า ฝุ่น" นั้น มันไม่ใช่ "ฝุ่น" แบบที่เราๆ เคยรู้จักกันเช่นในสมัยอดีต แต่ มันเป็น โลหะ หนัก และ ที่สำคัญ ที่สุด สำหรับ โลหะหนัก ที่เราตรวจพบ ใน "ฝุ่น" ที่เราเรียกกันในกรุงเทพนั้น ส่วนใหญ่ ประกอบด้วยโลหะ "แคดเมียม" และแคดเมียมที่เกินนั้น เกินระดับที่เรียกว่าอันตรายเกือบ ถึง 5 เท่า ซึ่งถือว่า สูงมาก และ อันตรายมาก

    2. อันตรายขนาดไหน

    แค่พิจารณาแค่ตัวโลหะหนักตัวปัญหา ตัวเดียวที่ เจอว่า สูงเกือบ 5 เท่า ซึ่งก็คือแคดเมียม มาพิจารณาผลกระทบต่อชีวิต พบว่า มีโอกาส สร้างปัญหาสุขภาพมากกว่าแค่ ไอเป็นเลือด เพราะสูงสุดของการรับโลหะหนักชนิดนี้เข้าไปในร่างกายเกินกำหนดนั้น จะก่อให้เกิดโรคร้ายแรงถึงชีวิต ซึ่งแล้วแต่ว่าได้รับสารทางใด และ ระบบใดในร่างกายผู้นั้นอ่อนแอสุด ผลกระทบสูงสุดถึงตาย เพราะร่างกายมนุษย์​ไม่สามารถขับ​ โลหะหนัก​ ออกได้เอง

    3. หายนะที่เกิดขึ้นแล้วในอดีต

    ความน่ากลัวสูงสุดสูงสุดที่เกิดนั้น จบด้วยชีวิต ไม่ใช่แค่เป็นการประมาณการณ์ ทางวิทยาศาสตร์ แต่หากเป็นร่องรอย หายนะ สูงสุดที่ บันทึกไว้ในประวัติศาสตร์โลกให้ เราได้เรียนรู้ ได้ศึกษา อย่างโรคที่ชื่อว่า "อิไต อิไต" (แคดเมี่ยมรั่วไหล)ที่เคยเกิดขึ้นกับ​ #คนญี่ปุ่น​ เป็นโรคที่มีความเจ็บปวด ทรมาน​มาก​ๆ​ จนต้องร้องครวญคราง​ อิไต​ อิไต​ (ปวด​ ปวด)​ นี้คือเรื่องที่เคยเกิดขึ้นจริงแล้วในอดีต

    4. หายนะที่กำลังจะมีโอกาสเกิดขึ้นกับเรา

    มีผลงานวิจัยแจ้งว่า เด็ก​ ที่อายุ​ไม่ถึง​ 20​ ปี​ ได้รับพิษนี้​มากๆ แทนที่ปอดจะได้เจริญ​เติบโตเต็มที่​ (ปอดของคนจะโตเต็มที่ได้ถึงอายุ​ 20 ​ปี)​ กลายเป็นว่า​ ปอดต้องหายไป​ ไม่โตเต็มที่​ตามวัย และยังเป็นต้นเหตุของ​ มะเร็ง​ปอด​ และ ส่งผลกระทบต่อเด็กในท้อง

    และจริงๆ แล้ว บางงานวิจัย ระดับระบุ ว่า "ถึงแม้ไม่ท้องตอนนี้ ก็ ส่งผล ต่อเด็กที่จะเกิดในอนาคตได้ หากแม่ได้รับโลหะหนักมากไป เพราะไปส่งผล ต่อ ยีนที่ทำงานระดับพันธุกรรม"

    5. หายนะเหล่านั้นเคยเกิดขึ้นแล้วในอดีต กำลังมาถึงเราในปัจจุบัน เราจะออกจากหายนะนั้นได้อย่างไร

    หากเราสามารถช่วยกันป้องกันสาเหตุการเกิดฝุ่นพิษ เช่น ลดการเผาไหม้ในอุตสาหกรรมหรือการปลูกต้นไม้เพิ่ม เป็นสิ่งพื้นฐานที่ควร "ต้องทำ" เพื่อช่วยกัน ลด และ ป้องกัน ฝุุ่นพิษนี้

    และนอกจากป้องกัน "ฝุ่นพิษโลหะหนัก" โดยตรง ไม่ให้ สัมผัส หรือเข้าสู่ร่างกายเราแล้ว (ซึ่งทำได้ยากเหลือเกิน ในที่ที่มีฝุ่นพิษอยู่ทุกที่)
    คือการนำโลหะหนักออกจากร่างกาย ซึ่งโดยร่างกายของมนูษย์ ไม่สามารถเอาโลหะหนักออกจากร่างกายเราเองได้ แต่ตามประวัติศาสตร์ ที่ได้ มีการศึกษา ใช้งาน และบันทึกไว้แล้ว ในการเอาชนะหายนะ จากโรค "อิไต อิไต" (แคดเมี่ยมรั่วไหล) ได้นั้น มนุษย์ อย่างเราใช้พืชที่ ชื่อว่า "คลอเรลล่า" ช่วยเราในการเอาโลหะหนัก ที่หลงเข้ามาสู่ร่างกายเราแล้วออกเองไม่ได้

    แต่ก็จงระวังคลอเรลล่าที่ปนเปื้อน เพราะ คลอเรลล่านั้นเป็นพืชที่สามารถดูดซับโลหะหนักอันเป็นพิษจากสิ่งแวดล้อมที่คลอเรลล่าอาศัยอยู่ ดังนั้น หากสถานที่ผลิต อาหารที่ใช้ สิ่งแวดล้อมที่เติบโต ปนเปื้อนแม้เพียงนิดเดียว คลอเรลล่านั้นจะนำพิษมาเก็บไว้ในเซลล์แทน

    กินไปกินมา จะกลายเป็นได้พิษแทนหากไปเจอยี่ห้อที่ไม่ปลอดภัยจริง

    ในบทความแนะนำว่า ให้กินคลอเรลล่ายี่ห้อเฟบิโก้ ตามเหตุผลในลิงค์นี้ https://goo.gl/kSR4Bw

    6. สุดท้าย สำหรับคนที่อ่านแล้วยังงง ลังเลสงสัย ว่า แค่ "ฝุ่นที่เป็น โลหะหนักขนาดเล็ก" มันจะอะไรกันหนักกันหนา

    ทางผู้เขียนบทความได้เปรียบเปรยไว้แล้วว่า

    "ถ้านึกถึงภัยของโลหะหนักขนาดเล็กไม่ออก ให้เปรียบเปรยถึง เหยื่อสงครามระเบิดนิวเคลียร์ กลุ่มที่โดนแค่การปนเปื้อนกัมมันตภาพรังสี หรือ ชาวเวียตนามที่โดนฝนเหลืองแบบผิวๆ แต่เลือดออกจากอวัยวะต่างๆของร่างกาย เสียหายไปทุกระบบ ไปจนถึงพิกลพิการกันข้ามเจนเนอเรชั่น

    ความน่ากลัวที่เหมือนกันคือ มองไม่เห็น สัมผัสแต่น้อย พิษภัยซึมลึก และ ยาวนาน"


    สรุปได้เท่านี้ สงสัย อะไรเพิ่มเติมคิดว่าค้นในอินเตอร์น่าจะได้คำตอบที่มากพอสำหรับการรับมือเรื่องนี้ได้ โดยไม่ต้องประมาทหรือวิตกกลัวจน ไม่สามารถ หาอะไรที่เราทำและพึ่งตนเองให้รอดพ้นช่วงสถานการณ์ดังกล่าวได้เลย


    --------------------------------------------------------------

    ขอบคุณการสรุปของ คุณ Thevending Wikilala
  4. iDnOuSe4
    iDnOuSe4
    อ่านกระทู้นี้แล้ว ภาพในหัวเรื่อง pm2.5 เปลี่ยนไปเลยตลอดกาลเลยครับ

    ก่อนหน้านี้ ตั้งแต่มีข่าว pm2.5 พอเกิดเหตุการณ์ จะใส่แค่หน้ากาก n95 ตอนอยู่นอกบ้าน

    พอมาปีนี้รู้สึกหนักขึ้น แค่อยู่ในบ้านยังหายใจยาก ดึกๆ นี่แทบจะหายใจไม่ออก จนนอนไม่หลับติดกัน 2 คืน

    จึงจำเป็นต้องซื้อเครื่องฟอกอากาศมาใช้งาน จึงเริ่มเบาใจไปบ้าง

    หลังๆ เครื่องฟอกอากาศขาดตลาด วิธีนี้ก็สามารถดัดแปลงพัดลมให้กลายเป็นเครื่องฟอกอากาศในราคาที่ถูกได้ ตามลิ้งนี้ครับ https://pantip.com/topic/38495463

    แต่พอได้มีโอกาสอ่านกระทู้นี้แล้ว จึงได้หาข้อมูลลึกขึ้นเรื่อยๆ

    จึงขอนำวิดีโอจากกรีนพีช ประเทศไทยมาแปะไว้ด้วยครับ



    ใครยังไม่ได้ลงชื่อ ก็ไปลงชื่อกันได้เลยครับ อย่างน้อยการแจ้งเตือนจะได้ชัดเจนยิ่งขึ้นครับ

    ข้อมูลที่ไปหาเพิ่มเติมที่ได้ลึกขึ้นอีกคือ ต้นไม้สามารถช่วยจัดการ pm2.5 ได้จริงๆ ครับ จากข้อมูลในลิ้งนี้ https://pantip.com/topic/38514059

    การปลูกต้นไม้จึงเป็นอีกทางที่ควรจะทำ แม้ว่าจะไม่สามารถแก้ปัญหาได้ตอนนี้ทันที่ แต่หากปลูกคนละต้นตอนนี้
    อย่างน้อยช่วงลูกหลายเรา ก็น่าจะทันใช้งานนะครับ

    สำหรับผู้อาศัยในคอนโด แนะนำต้น งาช้าง เพราะ อยู่ในที่ร่มได้ และใช้พื้นที่น้อย
    แต่สำหรับผู้ที่มีบ้าน มีที่ดิน แนะนำต้น หมากเหลือง ครับ

    เมื่อปลูกไปนานๆ แล้ว ในธรรมชาติก็มีดัชนี้วัดด้วยว่า อากาศดีแล้วหรือยังโดยดูจากไลเคน
    หากเริ่มมีไลเคนแล้ว แสดงว่าอากาศเริ่มดีแล้ว เพราะ ไลเคน ไวต่อสารพิษมาก ถ้ามีมันจะไม่โต ข้อมูลเพิ่มเติมจาก
    ไลเคน: ตัวชี้วัดคุณภาพอากาศทางชีวภาพ

    แต่เมื่อได้ดูรายการ perspective ที่ไปสัมภาษณ์ รศ. นพ. สัมมน โฉมฉาย



    จึงได้ข้อมูลว่า ที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล มีปัญหา pm2.5 นี่มานานกว่า 20 ปีแล้ว

    ทำให้ตระหนักได้ว่า ผมซึ่งเข้ามาเรียนหนังสือในกรุงเทพฯ และทำงานอยู่ที่นี่กว่า 10 ปี แปลว่า ผมสูดเอา pm2.5 ไปไว้ในร่างกายแล้ว 10 ปี

    ไม่รู้อะไรพังไปบ้างแล้วบ้าง T T

    แต่ยังดีที่ได้รู้ตอนนี้ และได้รู้ว่ามีอาหารที่ช่วยขับพิษมันออกไปได้ จากกระทู้นี้ว่า คลอเรลล่าเคยช่วยชาวญี่ปุ่นจากพิษแคดเมียมได้ เลยคิดว่าจะใช้มัน ขับพิษโลหะหนักที่สูดเข้าไปตลอด 10 ปีที่ผ่านมาออกไปได้เช่นกัน

    แต่ที่โชคดีคือ ผมเข้ามา กรุงเทพฯ ตอนอายุ 18 คือ ปอดน่าจะแข็งแรงบ้างแล้ว แต่สำหรับเด็กที่เกิดและโตที่นี่ ตลอดปี 10 ปีที่ผ่านมานี่ ไม่รู้ปอดเขาจะเป็นอย่างไรบ้าง..

    หวังว่าคนที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ ช่วง 20 ปีที่ผ่านมาจะตระหนักว่าต้องเอาพิษจากโลหะหนักออกด้วยนะครับ

    ขอบคุณ จขกท ที่เขียนบทความนี่ขึ้นมาครับ อย่างน้อยตอนนี้ก็ได้รู้ และบอกให้คนที่เรารักได้รู้ด้วยครับ
    ขอบคุณมากครับ
  5. bit
    bit
    ขอบคุณ คุณ iDnOuSe4 สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมนะครับ

    ยิ่งเห็นข้อมูลมากขึ้น ยิ่งชัดว่า PM2.5 เป็นอันตรายต่อร่างกายมากจริงๆ เป็นปัญหาทั่วโลกยอมรับแล้ว ว่าเป็นปัญหาระดับวิกฤติ

    สำหรับพวกเราเอง แม้ว่าปัญหามีมานานแล้ว แต่เพิ่งได้มาตื่นรู้กันช่วงนี้ ก็ต้องหาทางป้องกัน และ แก้ไขกันครับ

    อย่าปล่อยให้โอกาส ที่เรา "ได้รู้แล้ว" เสียไปอย่างเปล่าประโยชน์ครับ

    ขอบคุณครับ
Results 1 to 5 of 5